คำอธิบายการหาคะแนนทีเฉลี่ย (Average T score) ตามแบบ ก.ค.ศ.3/1

สวัสดีครับ วันนี้ครูใจก็ได้นำเนื้อหาความรู้จาก เว็บครูบ้านนอกมาฝากนะครับ เพราะว่าการทำวิทยฐานะในปัจจุบันถือว่าเป็นเรืองสำคัญต่อเราผู้ที่เป็นครู เพื่อให้มีความเจริญก้าวหน้าในการงาน ซึ่งตอนนี้ครูใจเองก็กำลังศึกษาข้อมูลอยู่เหมือนกันครับ เพราะในอีกไม่ช้าครูใจก็จะต้อง จัดทำผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนหรือให้มีวิทยฐานะที่สูงขึ้น  แต่หลายคนก็ยังคงสงสัยอยูว่าไอ้เจ้า T – score หรือ Z – score มันคืออะไร เราลองมาอ่านบทความข้างล่างกันครับ

01-06-53-1

ออกแล้ว “เงินตกเบิกวิทยฐานะ” ส.ค.-ก.ย.2554

 สิ้นสุดการรอคอย “เงินตกเบิกวิทยฐานะ” ส.ค.-ก.ย.2554
ที่มา ครูบ้านนอกดอทคอม

เรื่อง การเบิกจ่ายเงินวิทยฐานะและค่าตอบแทนรายเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๖ (หนังสือแจ้ง สพปง/สพม.)

สอบบรรจุครูผู้ช่วยปี 2556


ขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์เขตพื้นที่การศึกษา และสมาชิกแฟนเพจครูวันดีดอทคอม

นำไฟล์ประกาศในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ที่ประกาศรับสมัครสอบบรรจุครูผู้ช่วย มาฝากกันครับ เพื่อจะได้ติดตามและตัดสินใจให้ทันเหตุการณ์

หมายเหตุ สัญลักษณ์  UPdate  หมายถึง  ประกาศแล้วนะครับ

ลำดับ

เขตพื้นที่ฯ

ลิงค์เว็บเขต

ไฟล์ประกาศ

แผนที่

1

กรุงเทพมหานคร

เว็บเขต

ไม่เปิดสอบ 

  ดูประกาศ

2

นนทบุรี เขต 1

เว็บเขต

คลิก UPdate

แผนที่

3

นนทบุรี เขต 2

เว็บเขต

คลิก UPdate

 แผนที่

4

ปทุมธานี เขต 1

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

5

ปทุมธานี เขต 2

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

6

สมุทรปราการ เขต 1

เว็บเขต

คลิก UPdate

 แผนที่

7

นราธิวาส เขต 2

เว็บเขต

คลิก UPdate

 …

8

นราธิวาส เขต 3

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

9

ปัตตานี เขต 1

เว็บเขต

คลิก UPdate

  …

10

ยะลา เขต 3

เว็บเขต

คลิก UPdate

 แผนที่

11

ชุมพร เขต 1

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

12

สุราษฎร์ธานี เขต 1

เว็บเขต

ไม่เปิดสอบ 

 ดูประกาศ

13

สุราษฎร์ธานี เขต 2

เว็บเขต

ยกเลิกสอบ

 

14

สุราษฎร์ธานี เขต 3

เว็บเขต

คลิก UPdate

 แผนที่

15

กระบี่

เว็บเขต

คลิก UPdate

 แผนที่

16

พังงา

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

17

ระนอง

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

18

กาญจนบุรี เขต 2

เว็บเขต

คลิก UPdate

 …

19

กาญจนบุรี เขต 3

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

20

ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1

เว็บเขต

คลิก UPdate

 …

21

ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

22

ราชบุรี เขต 2

เว็บเขต

คลิก UPdate  

23

สุพรรณบุรี เขต 2

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

24

สุพรรณบุรี เขต 3

เว็บเขต

คลิก UPdate

 …

25

พระนครศรีอยุธยา เขต 1

เว็บเขต

คลิก UPdate

  …

26

พระนครศรีอยุธยา เขต 2

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

27

ลพบุรี เขต 2

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

28

สระบุรี เขต 2

เว็บเขต

คลิก UPdate

 …

29

กำแพงเพชร เขต 1

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

30

กำแพงเพชร เขต 2

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

31

ตาก เขต 2

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

32

นครสวรรค์ เขต 2

เว็บเขต

คลิก UPdate

 …

33

เพชรบูรณ์ เขต 3

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

34

เชียงราย เขต 2

เว็บเขต

คลิก UPdate

 …

35

เชียงราย เขต 3

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

36

เชียงใหม่ เขต 3

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

37

เชียงใหม่ เขต 5

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

38

เชียงใหม่ เขต 6

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

39

ลำปาง เขต 3

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

40

เลย เขต 3

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

41

สกลนคร เขต 1

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

42

บึงกาฬ

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

43

อุดรธานี เขต 4

เว็บเขต

คลิก UPdate

 …

44

อุบลราชธานี เขต 3

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

45

นครราชสีมา เขต 3

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

46

ศรีสะเกษ เขต 3

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

47

สุรินทร์ เขต 3

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

48

จันทบุรี เขต 1

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

49

จันทบุรี เขต 2

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

50

ชลบุรี เขต 2

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

51

ชลบุรี เขต 3

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

52

ตราด

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

53

ระยอง เขต 1

เว็บเขต

คลิก UPdate

 …

54

สพม.1

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

55

สพม.2

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

56

สพม.3

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

57

สพม.4

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

58

สพม.5

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

59

สพม.6

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

60

สพม.7

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

61

สพม.8

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

62

สพม.9

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

63

สพม.10

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

64

สพม.11

เว็บเขต

ไม่เปิดสอบ 

  ดูประกาศ

65

สพม.13

เว็บเขต

คลิก UPdate

 …

66

สพม.14

เว็บเขต

คลิก UPdate

  …

67

สพม.15

เว็บเขต

คลิก UPdate

 …

68

สพม.17

เว็บเขต

คลิก UPdate

แผนที่

69

สพม.18

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

70

สพม.20

เว็บเขต

คลิก  UPdate

 

71

สพม.25

เว็บเขต

คลิก  UPdate

 

72

สพม.29

เว็บเขต

คลิก UPdate

 …

73

สพม.30

เว็บเขต

คลิก UPdate

 …

74

สพม.31

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

75

สพม.32

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

76

สพม.33

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

77

สพม.36

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

78

สพม.39

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

79

สพม.40

เว็บเขต

คลิก UPdate

  …

80

สพม.41

เว็บเขต

คลิก UPdate

 

81

สพม.42

เว็บเขต

คลิก UPdate

 …

82

สำนักฯ การศึกษาพิเศษ

เว็บเขต

คลิก UPdate

 
ประกาศเพิ่มเติม (อัพเดท 23 เมษายน 2556) 
83 ชุมพร เขต 2 เว็บเขต คลิก UPdate
หมายเหตุ ขอให้ตรวจสอบรายละเอียดจากประกาศรับสมัครสอบแข่งขันของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ดีโปรดติดตามข่าวต่อไปนะครับว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนรับสมัครอีกเท่าไร
ขอบคุณที่ติดตามนะครับ ด้วยความปรารถนาดี จาก ครูวันดี
ข่าวที่จำเป็นต้องรู้ ในการสอบครู2556 ปีนี้ที่เกี่ยวข้อง

เขตพื้นที่ฯ ไหนเปิดสอบบรรจุครูผู้ช่วย 2556 มากที่สุด เรียงลำดับตามจำนวนที่รับ – เช็คที่นี่ครับ
อ่านต่อ: http://www.kruwandee.com/news-id6221.html

ตรวจสอบด่วน! 82 เขตพื้นที่ฯ เปิดสอบครู2556 อยู่ไหน? เปิดสาขาใดบ้าง? คลิกที่นี่ 
อ่านต่อ: http://www.kruwandee.com/news-id6220.html

ว6/2556 หลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย 
อ่านต่อ: http://www.kruwandee.com/news-id6148.html

อัพเดทล่าสุด รายชื่อเขตพื้นที่การศึกษาที่เปิดสอบบรรจุครูผู้ช่วย 1/2556

ใครจะสอบบรรจุรอบนี้ต้องอ่าน! อัพเดทล่าสุด รายชื่อเขตพื้นที่การศึกษาที่เปิดสอบบรรจุครูผู้ช่วย 1/2556 แยกเป็นรายเขตพื้นที่และสาขาวิชาเอกที่ว่างอยู่ในขณะนี้ ส่วนการประกาศสอบและจำนวนอัตราว่างที่จะเปิดสอบนั้น กรุณารอประกาศของแต่ละเขตอีกครั้งหนึ่งครับ

ดาวน์โหลดแบบ PDF คลิก (อัพเดท 26 เม.ย.56)
http://202.143.174.11/personnel/news2011/upfiles/759.pdf
 

ดาวน์โหลดแบบ PDF คลิก (อัพเดท 23 เม.ย.56)
http://202.143.174.11/personnel/news2011/upfiles/753.pdf

วิธีสอนแบบโมเดลซิปปา CIPPA MODEL

แนวคิด

การจัดการเรียนการสอนโดยใช้โมเดลซิปปา เป็นแนวคิดของทิศนา แขมมณี ที่กล่าวว่า ซิปปา (CIPPA) เป็นหลักการซึ่งสามารถนำไปเป็นหลักในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียน การจัดกระบวนการเรียนการสอนตามหลัก “CIPPA”  สามารถใช้วิธีการและกระบวนการที่หลากหลาย อาจจัดเป็นแบบแผนได้หลายรูปแบบ CIPPA MODEL เป็นวิธีหนึ่งในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนศึกษาค้นคว้า  รวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง การมีส่วนร่วมในการสร้างคามรู้ การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และการแลกเปลี่ยนความรู้ การได้เคลื่อนไหวทางกาย การเรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

การจัดการเรียนการสอนแบบ CIPPA MODEL มาจากแนวคิดหลัก 5 แนวคิด ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานในการจัดการศึกษา ได้แก่

1.             แนวคิดการสร้างสรรค์ความรู้ (Contructivism)

2.             แนวคิดเรื่องกระบวนการกลุ่มและการเรียนแบบร่วมมือ (Group Process and Cooperative Learning)

3.             แนวคิดเกี่ยวกับความพร้อมในการเรียนรู้ (Learning Readiness)

4.             แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้กระบวนการ (Process Learning)

5.             แนวคิดเกี่ยวกับการถ่ายโอนการเรียนรู้ (Transfer of Learning)

 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้

ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบโมเดลซิปปา (CIPPA MODEL) ตามรูปแบบของ ทิศนาแขมมณี มีขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังนี้

 ขั้นที่  1 การทบทวนความรู้เดิม

ขั้นนี้เป็นการดึงความรู้เดิมของผู้เรียนในเรื่องที่จะเรียน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมของตน ซึ่งผู้สอนอาจใช้วิธีการต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น ผู้สอนอาจใช้การสนทนาซักถามให้ผู้เรียนเล่าประสบการณ์เดิม หรือให้ผู้เรียนแสดงโครงความรู้เดิม (Graphic Organizer) ของตน

 ขั้นที่ 2 การแสวงหาความรู้ใหม่

ขั้นนี้เป็นการแสวงหาข้อมูลความรู้ใหม่ของผู้เรียนจากแหล่งข้อมูล หรือแหล่งความรู้ต่าง ๆ ซึ่งผู้สอนอาจจัดเตรียมมาให้ผู้เรียนหรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนไปแสวงหาก็ได้ในขั้นนี้ผู้สอนควรแนะนำแหล่งความรู้ต่าง ๆ  ให้แก่ผู้เรียนตลอดทั้งจัดเตรียมเอกสารสื่อต่าง ๆ

 ขั้นที่ 3  การศึกษาทำความเข้าใจข้อมูล / ความรู้ใหม่ และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม

ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนศึกษาและทำความเข้าใจกับข้อมูล / ความรู้ที่หามาได้ ผู้เรียนสร้างความหมายของข้อมูล / ประสบการณ์ใหม่ ๆ โดยใช้กระบวนต่าง ๆ ด้วยตนเอง เช่น ใช้กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่มในการอภิปราย และสรุปความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลนั้น ๆ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงกับความรู้เดิม

ในขั้นนี้ ผู้สอนควรใช้กระบวนการต่าง ๆ ในการจัดกิจกรรม เช่น กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่ม กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการสร้างลักษณะนิสัย กระบวนการทักษะทางสังคม ฯลฯ เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความรู้ขึ้นมาด้วยตนเอง

 ขั้นที่ 4 การแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม

ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนอาศัยกลุ่มเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบความรวมทั้งขยายความรู้ความเข้าใจของตนให้กว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้แบ่งปันความรู้ความเข้าใจของตนเองแก่ผู้อื่น และได้รับประโยชน์จากความรู้ ความเข้าใจของผู้อื่นไปพร้อม ๆ กัน

 ขั้นที่ 5 การสรุปและจัดระเบียบความรู้

ขั้นนี้เป็นขั้นของการสรุปความรู้ที่ได้รับทั้งหมด ทั้งความรู้เดิมและความรู้ใหม่ และจัดสิ่งที่เรียนให้เป็นระบบระเบียบ เพื่อให้ผู้เรียนจดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้ง่าย ผู้สอนควรให้ผู้เรียนสรุปประเด็นสำคัญประกอบด้วยมโนทัศน์หลัก และมโนทัศน์ย่อยของความรู้ทั้งหมด แล้วนำมาเรียบเรียงให้ได้สาระสำคัญครบถ้วน ผู้สอนอาจให้ผู้เรียนจดเป็นโครงสร้างความรู้ จะช่วยให้จดจำข้อมูลได้ง่าย

 ขั้นที่ 6 การปฏิบัติและ / หรือการแสดงผลงาน

ขั้นนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงผลงานการสร้างความรู้ของตนให้ผู้อื่นรับรู้ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนได้ตอกย้ำหรือตรวจสอบความเข้าใจของตน และช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ความคิดสร้างสรรค์ แต่หากต้องมีการปฏิบัติตามข้อมูลที่ได้ ขั้นนี้จะเป็นขั้นปฏิบัติ และมีการแสดงผลงานที่ได้ปฏิบัติด้วย ในขั้นนี้ผู้เรียนสามารถแสดงผลงานด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การจัดนิทรรศการ การอภิปราย  การแสดงบทบาทสมมติ เรียงความ วาดภาพ ฯลฯ และอาจจัดให้มีการประเมินผลงานโดยมีเกณฑ์ที่เหมาะสม

 ขั้นที่ 7 การประยุกต์ใช้ความรู้

ขั้นนี้เป็นขั้นของการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการนำความรู้ความเข้าใจของตนไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่หลากหลาย เพิ่มความชำนาญ ความเข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหาและความจำในเรื่องนั้น ๆ เป็นการให้โอกาสผู้เรียนใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ เป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์

หลังจากประยุกต์ใช้ความรู้ อาจมีการนำเสนอผลงานจากการประยุกต์อีกครั้งก็ได้  หรืออาจไม่มีการนำเสนอผลงานในขั้นที่ 6 แต่นำความมารวม แสดงในตอนท้ายหลังขั้นการประยุกต์ใช้ก็ได้ เช่นกัน

ขั้นที่ 1-6 เป็นกระบวนการของการสร้างความรู้ (Construction of Knowledge)

ขั้นที่ 7 เป็นขั้นตอนที่ช่วยให้ผู้เรียนนำความรู้ไปใช้ (Application) จึงทำให้รูปแบบนี้มีคุณสมบัติครบตามหลัก CIPPA

ประโยชน์

1.    ผู้เรียนรู้จักการแสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริงจากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้ในการเรียนรู้

2.   ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการคิดที่หลากหลาย เป็นประสบการณ์ที่จะนำไปใช้ได้ในการดำเนินชีวิต

3.   ผู้เรียนมีประสบการณ์ในการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับสมาชิกภายในกลุ่ม

ที่มา : สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ UTQ-204 : คณิตศาสตร์ สำหรับชั้นมัธยมศึกษา

การจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method)

แนวคิด

เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนากระบวนการทางความคิดของผู้เรียน โดยผู้สอนจะป้อนคำถามในลักษณะต่าง ๆ ที่เป็นคำถามที่ดี สามารถพัฒนาความคิดผู้เรียน ถามเพื่อให้ผู้เรียนใช้ความคิดเชิงเหตุผล วิเคราะห์ วิจารณ์ สังเคราะห์ หรือ การประเมินค่าเพื่อจะตอบคำถามเหล่านั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้คำถามมีขั้นตอนสำคัญดังต่อไปนี้

1. ขั้นวางแผนการใช้คำถาม ผู้สอนควรจะมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะใช้คำถามเพื่อวัตถุประสงค์ใด รูปแบบหรือประการใดที่จะสอดคล้องกับเนื้อหาสาระและวัตถุประสงค์ของบทเรียน

2. ขั้นเตรียมคำถาม ผู้สอนควรจะเตรียมคำถามที่จะใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยการสร้างคำถามอย่างมีหลักเกณฑ์

3.  ขั้นการใช้คำถาม ผู้สอนสามารถจะใช้คำถามในทุกขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และอาจจะสร้างคำถามใหม่ที่นอกเหนือจากคำถามที่เตรียมไว้ก็ได้ ทั้งนี้ต้องเหมาะสมกับเนื้อหาสาระและสถานการณ์นั้น ๆ

4.  ขั้นสรุปและประเมินผ

4.1  การสรุปบทเรียนผู้สอนอาจจะใช้คำถามเพื่อการสรุปบทเรียนก็ได้

4.2 การประเมินผล ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันประเมินผลการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการประเมินผลตามสภาพจริง

 ประโยชน์

1. ผู้เรียนกับผู้สอนสื่อความหมายกันได้ดี

2.ช่วยให้ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. สร้างแรงจูงใจและกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน

4. ช่วยเน้นและทบทวนประเด็นสำคัญของสาระการเรียนรู้ที่เรียน

5. ช่วยในการประเมินผลการเรียนการสอน ให้เข้าใจความสนใจที่แท้จริงของผู้เรียน และวินิจฉัยจุดแข็งจุดอ่อนของผู้เรียนได้

6. ช่วยสร้างลักษณะนิสัยการชอบคิดให้กับผู้เรียน ตลอดจนนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนตลอดชีวิต

 

ที่มา สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ UTQ-204 : คณิตศาสตร์ สำหรับชั้นมัธยมศึกษา

การจัดการเรียนรู้แบบ STAD

 

การจัดการเรียนรู้แบบ STAD หมายถึง รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีชื่อเต็มว่า Student Teams Achievement Divisions เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งกำหนดให้นักเรียนที่มีความสามารถแตกต่างกัน ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มๆ ละ 4-5 คน ซึ่งประกอบด้วย นักเรียนที่เรียนเก่ง 1 คน นักเรียนที่เรียนปานกลาง 2-3 คน และนักเรียนที่เรียนอ่อน 1 คน ซึ่งมีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้

1. ขั้นนำเสนอเนื้อหา โดยการทบทวนพื้นฐานความรู้เดิม จากนั้นครูสอนเนื้อหาใหม่กับนักเรียนกลุ่มใหญ่ทั้งชั้น

2. ขั้นปฏิบัติกิจกรรมกลุ่ม โดยนักเรียนในกลุ่ม 4-5 คน ร่วมกันศึกษากลุ่มย่อยนักเรียนเก่งจะอธิบายให้นักเรียนอ่อนฟังและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการทำกิจกรรม

3. ขั้นทดสอบย่อย นักเรียนแต่ละคนจะทำแบบทดสอบด้วยตนเอง ไม่มีการช่วยเหลือกัน

4. คิดคะแนนความก้าวหน้าแต่ละคน และของกลุ่มย่อย ครูตรวจผลการสอบของนักเรียน โดยคะแนนที่นักเรียนทำได้ในการทดสอบจะถือเป็นคะแนนรายบุคคล แล้วนำคะแนนรายบุคคลไปแปลงเป็นคะแนนกลุ่ม

5. ชมเชย ยกย่อง บุคคลหรือกลุ่มที่มีคะแนนยอดเยี่ยม นักเรียนคนใดทำคะแนนได้ดีกว่าครั้งก่อน จะได้รับคำชมเชยเป็นรายบุคคล และกลุ่มใดทำคะแนนได้ดีกว่าครั้งก่อนจะได้รับคำชมเชยทั้งกลุ่ม

เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบ STAD
การเรียนแบบร่วมมือแบบแรกที่ได้รับการพัฒนาขึ้นที่ Johns Hopkins University (Slavin.1995) เรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Student Teams Achievement Divisions (STAD)

กิจกรรมการเรียนแบบ STAD
1. ส่วนประกอบของกิจกรรมการเรียนแบบ STAD (Student Teams Achievement Divisions) มีส่วนประกอบพื้นฐานที่สำคัญอยู่ 2 ส่วน คือ

 

1) กลุ่มหรือทีม (Student Teams)

2) กลุ่มสัมฤทธิ์ (Achievement Divisions)

ส่วนประกอบทั้งสองส่วนมีความสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอนดังนี้

1. กลุ่มหรือทีม (Student Teams)
กลุ่มนักเรียนในกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ STAD นั้น ในแต่ละกลุ่มหรือทีม จะมีสมาชิก 4-5 คน ซึ่งประกอบด้วยนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ปานกลางและต่ำ นักเรียนที่มีผิวขาว ผิวดำ ต่างชาติและต่างเพศ สมาชิกในแต่ละกลุ่มหรือทีมจะต้องร่วมมือกันให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในด้านการเรียน เพื่อที่จะให้แต่ละคนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน ในแต่ละกลุ่มหรือทีมจะต้องเตรียมสมาชิกประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง คะแนนที่แต่ละคนทำได้จะถูกแปลงให้เป็นคะแนนของแต่ละกลุ่ม โดยใช้ระบบผลสัมฤทธิ์ จากนั้นนำคะแนนที่ได้มารวมกันเพื่อเป็นคะแนนของกลุ่มหรือข่าว หรือทีม ในแต่ละสัปดาห์จะมีการประกาศผลทีมที่ได้คะแนนสูงสุดในลักษณะของจดหมายข่าว (Newsletter) สมาชิกภายในกลุ่มหรือทีมจะร่วมมือกันในการทำงานเพื่อที่จะแข่งขันกับกลุ่มหรือทีมอื่น

2. ระบบกลุ่มสัมฤทธิ์ (Achievement Divisions)ระบบกลุ่มสัมฤทธิ์เป็นวิธีทางที่จะช่วยให้เด็กทุกระดับความสามารถทางการเรียนสามารถที่จะทำคะแนนได้สูงสุดเต็มความสามารถของตนเอง ระบบกลุ่มสัมฤทธิ์จะเริ่มจากการนำคะแนนทดสอบของครั้งที่ผ่านมาของนักเรียนทุกคน มาเรียงลำดับจากคะแนนมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด นักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุด 6 คนแรก จะถือได้ว่าเป็นกลุ่มผลสัมฤทธิ์ที่ 1(Divisions 1) นักเรียนที่ได้คะแนนรองลงไปอีก 6 คน จะถือว่าเป็นกลุ่มสัมฤทธิ์ที่ 2 (Divisions2) เช่นนี้ไปเรื่อยๆ ระบบกลุ่มสัมฤทธิ์นี้จะใช้สำหรับคะแนนการทดสอบที่นักเรียนแต่ละคน ได้รับจากการทดสอบแต่ละครั้งให้เป็นคะแนนของกลุ่มหรือทีมของตน โดยการแปลงคะแนนนี้จะพิจารณา
ของนักเรียนในแต่ละกลุ่มสัมฤทธิ์ (Achievement Divisions) โดยนักเรียนได้คะแนนสูงสุดในแต่ละกลุ่มสัมฤทธิ์จะได้รับคะแนนสำหรับกลุ่มหรือทีมของตนอยู่ 8 คะแนน นักเรียนที่ได้เป็นอันดับสองของแต่ละกลุ่มสัมฤทธิ์จะได้คะแนนสำหรับกลุ่มหรือทีมของตนเท่ากับ 6 คะแนน ส่วนนักเรียนที่ได้คะแนนเป็นอันดับ 3 ของแต่ละกลุ่มสัมฤทธิ์ จะได้คะแนนสำหรับกลุ่มหรือทีมของตนเท่ากับ 4คะแนน และนักเรียนที่ได้อันดับที่ 4, 5 และ 6 ของแต่ละกลุ่มสัมฤทธิ์ จะได้รับคะแนนสำหรับกลุ่มหรือทีมของตน เท่ากับ 2 คะแนน การแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มสัมฤทธิ์นี้ นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงก็แข่งขันกับนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงเช่นเดียวกัน นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ระดับปานกลางแข่งกับนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ระดับปานกลาง ส่วนนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำก็จะแข่งขันอยู่ในระดับเดียวกันเท่านั้น วิธีการเช่นนี้จะพบว่า นักเรียนที่มีความสามารถใกล้เคียงกันจะแข่งขันกันเท่านั้น การแข่งขันจะไม่ใช่การแข่งขันระหว่างนักเรียนทุกคนในห้องเรียนเดียวกัน ดังนั้นการนำระบบผลสัมฤทธิ์เข้ามาใช้ในการเรียนการสอนจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะกระตุ้นให้นักเรียนแต่ละระดับความสามารถ ได้กระทำกิจกรรมเต็มที่ตามความสามารถของตนในการทดสอบนั้น บางครั้งสมาชิกที่อยู่ในกลุ่มผลสัมฤทธิ์ต่ำ มีคะแนนที่สามารถอยู่ในกลุ่มผลสัมฤทธิ์ที่สูงกว่าได้ เช่น นักเรียนที่ได้อันดับที่ต้นๆ ของกลุ่มสัมฤทธิ์ที่ 2 อาจจะได้คะแนนมากกว่านักเรียนที่ได้อันดับท้ายๆ ของกลุ่มสัมฤทธิ์ที่ 1 เป็นต้น ถ้ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นสัมฤทธิ์ในการสอบครั้งต่อไปจะต้องถูกจัดใหม่ โดยการนำคะแนนที่ได้จากการสอบครั้งล่าสุดมาเรียงลำดับจากคะแนนมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มสัมฤทธิ์โดยใช้วิธีการและหลักการเช่นเดิม จะเห็นได้ว่ากลุ่มสัมฤทธิ์นี้มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเพื่อที่จะให้นักเรียนที่มีความสามารถเท่ากันหรือใกล้เคียงกันได้แข่งขันซึ่งกันและกัน

2. เงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบ STAD

สิ่งที่ครูต้องตระหนักถึง เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบ STAD มีดังนี้

2.1 เป้าหมายของกลุ่ม (Group Goal) เงื่อนไขนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้เรียน ทั้งนี้เพราะกลุ่มจำเป็นต้องให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มได้ทราบเป้าหมายของกลุ่มในการร่วมมือกันทำงาน ถ้าปราศจากเงื่อนไขข้อนี้งานจะสำเร็จไม่ได้เลย

2.2 ความรับผิดชอบต่อตนเอง (Individual Accountability) สมาชิกในกลุ่มทุกคนจะต้องมีความรับผิดชอบต่อตนเองเท่าๆ กับรับผิดชอบกลุ่ม กล่าวคือ กลุ่มจะได้รับการชมเชยหรือได้รับคะแนน ต้องเป็นผลสืบเนื่องมาจากคะแนนรายบุคคลของสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งจะนำไปแปลงเป็นคะแนนของกลุ่มโดยใช้ระบบกลุ่ม “สัมฤทธิ์” นั่นเอง การเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยการทำกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ STAD กล่าวคือ เป้าหมายของกลุ่มให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจที่จะช่วยเหลือสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่ม ให้เรียนรู้ได้เหมือนตน ถ้าปราศจากเป้าหมายของกลุ่ม นักเรียนก็จะทำงานผิดจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ ดังนั้นนักเรียนจึงต้องทราบเป้าหมายของกลุ่มเพื่อความสำเร็จในการเรียน ยิ่งไปกว่านั้นเป้าหมายของกลุ่มอาจจะช่วยให้นักเรียนผ่านพ้นความลังเล ไม่แน่ใจในการที่จะตั้งคำถาม ถามครู ซึ่งถ้าปราศจากข้อนี้นักเรียนจะไม่กล้าถาม

3. หลักพื้นฐานของการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบ STAD

ในการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบ STAD นั้นสมาชิกในกลุ่มทุกคนต้องปฏิบัติตามหลักการพื้นฐาน 5 ประการดังต่อไปนี้

1. การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเชิงบวก (Positive Interdependent) นักเรียนจะรู้สึกว่าตนจำเป็นจะต้องอาศัยผู้อื่น ในการที่จะทำงานกลุ่มให้สำเร็จ กล่าวคือ “ร่วมเป็นร่วมตาย” วิธีการที่จะทำให้เกิดความรู้สึกแบบนี้ อาจจะทำได้โดยให้มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน เช่น ถ้านักเรียนทำคะแนนกลุ่มได้สูง แต่ละคนจะได้รับรางวัลร่วมกันประเด็นที่สำคัญคือ สมาชิกทุกคนในกลุ่มจะต้องทำงานกลุ่มให้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งความสำเร็จนี้จะขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกทุกคน จะไม่มีการยอมรับความสำคัญหรือความสามารถของบุคคลเพียงคนเดียว

2. การติดต่อสัมพันธ์โดยตรง (Face to Face Promotive Interaction) เนื่องจากการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเชิงบวก มิใช่จะทำให้เกิดผลอย่างปาฏิหาริย์ แต่ผลที่เกิดขึ้นจากการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันนั้น จะต้องมีการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกได้เสนอแนวคิดใหม่ๆ เพื่อเลือกสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม

3. การรับผิดชอบงานของกลุ่ม (Individual Accountability at Group Work)การเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบ STAD จะถือว่าไม่สำเร็จจนกว่าสมาชิกทุกคนในกลุ่มจะได้เรียนรู้เรื่องในบทเรียนได้ทุกคน เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องวัดผลการเรียนของแต่ละคน เพื่อให้
สมาชิกในกลุ่มได้ช่วยเหลือเพื่อนที่เรียนไม่เก่ง บางทีครูอาจจะใช้วิธีทดสอบสมาชิกในกลุ่มเป็นรายบุคคลหรือสุ่มเรียกบุคคลใดบุคคลหนึ่งในกลุ่มเป็นผู้ตอบ ซึ่งกลุ่มจะต้องช่วยกันเรียนรู้และช่วยกันทำงาน มีความรับผิดชอบงานของตนเป็นพื้นฐานซึ่งทุกคนจะต้องเข้าใจ และรู้แจ้งในงานที่ตนรับผิดชอบอันจะก่อให้เกิดผลสำเร็จตามมา

4. ทักษะในความสัมพันธ์กับกลุ่มเล็กและผู้อื่น (Social Skills) นักเรียนทุกคนไม่ได้มาโรงเรียนพร้อมกับทักษะในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของครูที่จะช่วยนักเรียนในการสื่อสารการเป็นผู้นำ การไว้ใจผู้อื่น การตัดสินใจ การแก้ปัญหาความขัดแย้ง
ครูควรแจ้งสถานการณ์ที่จะส่งเสริมให้นักเรียนได้ใช้ทักษะมนุษยสัมพันธ์เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นครูควรสอนทักษะและมีการประเมินการทำงานของกลุ่มนักเรียนด้วย การที่จัดนักเรียนที่ขาดทักษะในการทำงานกลุ่มมาทำงานร่วมกัน จะทำให้การทำงานนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะกิจกรรมการเรียนแบบ STAD ไม่ได้หมายถึงแต่เพียงการที่จัดให้นักเรียนมานั่งทำงานเป็นกลุ่มเท่านั้น ซึ่งจุดนี้เป็นหลักการหนึ่งที่ทำให้นักเรียนที่เรียนโดยการใช้กิจกรรมการเรียนแบบ STAD แตกต่างจากการเรียนเป็นกลุ่มแบบเดิมที่เคยใช้กันมานาน

5. กระบวนการกลุ่ม (Group Processing) กระบวนการกลุ่ม หมายถึง การให้นักเรียนมีเวลาและใช้กระบวนการในการวิเคราะห์ว่ากลุ่มทำงานได้เพียงใด และสามารถใช้ทักษะสังคมและมนุษยสัมพันธ์ได้อย่างเหมาะสมกับกระบวนการกลุ่มนี้ช่วยให้สมาชิกในกลุ่มทำงานได้ผล
สามารถจัดกระบวนการกลุ่ม และสามารถแก้ปัญหาด้วยตัวของพวกเขาเอง ทั้งนี้ข้อมูลย้อนกลับจากครูหรือเพื่อนนักเรียนที่เป็นผู้สังเกต จะช่วยให้กลุ่มดำเนินการได้เป็นอย่างดี และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

สาเหตุที่วิธีการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบ STAD ได้ผล

1. นักเรียนที่เก่งเข้าใจคำสอนของครูได้ดี จะเปลี่ยนคำสอนของครูเป็นภาษาพูดของนักเรียน อธิบายให้เพื่อนฟังได้และทำให้เพื่อนเข้าใจได้ดีขึ้น

2. นักเรียนที่ทำหน้าที่อธิบายบทเรียนให้เพื่อนฟัง จะเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้นซึ่งครูทุกคนทราบข้อนี้ดี คือยิ่งสอนยิ่งเข้าใจในบทเรียนที่ตนสอนได้ดียิ่งขึ้น

3. การสอนเพื่อนที่จะเป็นการสอนแบบตัวต่อตัว ทำให้นักเรียนได้รับการเอาใจใส่และมีความสนใจมากยิ่งขึ้น

4. นักเรียนทุกคนต่างก็พยายามช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะคะแนนของสมาชิกในกลุ่มทุกคน จะถูกนำไปแปลงเป็นคะแนนของกลุ่มโดยใช้ระบบกลุ่มสัมฤทธิ์

5. นักเรียนทุกคนเข้าใจดีว่า คะแนนของตนมีส่วนช่วยเพิ่มหรือลดคะแนนของกลุ่ม ดังนั้นทุกคนต้องพยายามอย่างเต็มที่ จะคอยอาศัยเพื่อนอย่างเดียวไม่ได้

6. นักเรียนมีโอกาสฝึกทักษะทางสังคม มีเพื่อนร่วมกลุ่มและเรียนรู้วิธีการทำงานเป็นกลุ่ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก เมื่อเข้าสู่ระบบการทำงานอันแท้จริง

7. นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้กระบวนการกลุ่ม เพราะในการปฏิบัติงานร่วมกันนั้น ก็ต้องมีการทบทวนกระบวนการทำงานของกลุ่ม เพื่อให้ประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานหรือคะแนนของกลุ่มดีขึ้น

8. นักเรียนเก่งจะมีบทบาททางสังคมในชั้นมากขึ้น เขาจะรู้สึกว่าเขาไม่ได้เรียนหรือหลบไปท่องหนังสือเฉพาะตน เพราะเขาต้องมีหน้าที่ต่อสังคมด้วย

9. ในการตอบคำถามในห้องเรียน หากตอบผิดเพื่อนจะหัวเราะ แต่เมื่อทำงานเป็นกลุ่มนักเรียนจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าหากตอบผิดก็ถือว่าผิดทั้งกลุ่ม คนอื่นๆ อาจจะให้ความช่วยเหลือบ้าง ทำให้นักเรียนในกลุ่มมีความผูกพันกันมากขึ้น

 

ที่มา https://sites.google.com/site/khunkrunong/3-1

มีภาพการ์ตูนทำผลงานมาฝากครับ

สวัสดีครับ วันนี้ได้นำสื่อที่ได้ไปสืบค้นจากอินเตอร์เน็ตมาบริการให้เพื่อนครูและผู้สนใจได้นำไปใช้กันอีกแล้วนะครับ อันนี้มีมากมาให้เลือกเลยนะครับจะเอาแบบไหนก็เลิกคลิ๊กเอาได้เลยตามสบาย และก็ขอให้เครดิตกับเจ้าของเว็บไซต์ด้วย เราคนในวงการศึกษาเหมือนกัน

ที่มา http://www.kmonic.com

articles (a, an)

Adjectives ( articles -a/an )

 

Articles เป็นคำคุณศัพท์อย่างหนึ่ง   การเรียน Articles ต้องทำความเข้าใจควบคู่ไปกับเรื่องนามนับได้ ( Countable Nouns ) และนามนับไม่ได้ ( Uncountable Nouns ) ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างสับสนสำหรับผู้เรียนซึ่งที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ( Non-native speakers of English ) หรือเรียนภาษาอังกฤษ เป็นภาษาต่างประเทศ ( English as a Foreign Language )  เนื่องจากเป็นเรื่องที่มักจะตัดสินใจยากว่าอะไรเป็นนามนับได้ และอะไรเป็นนามนับไม่ได้  บางครั้งคำเดียวกันสามารถเป็นได้ทั้งสองอย่าง เป็นเรื่องที่มีกฎเกณฑ์มาก และขณะเดียวกัน ก็มีข้อยกเว้นมากเช่นกัน ต้องอาศัยความจำและประสบการณ์ ในการใช้ภาษา เป็นเวลานานจึงจะสามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง

หลักการใช้ article นำหน้านาม คือ

เมื่อกล่าวเป็นการทั่วไป นามนับได้เอกพจน์ จะต้องมี a หรือ an นำหน้าเสมอ
นามพหูพจน์และนามนับไม่ได้ ไม่ต้องมี article ใดๆ
เมื่อกล่าวเป็นการชี้เฉพาะ จะต้องใช้ the นำหน้าเสมอไม่ว่าจะเป็นนามเอกพจน์หรือพหูพจน์ เป็นนามนับได้หรือไม่ได้

Articles แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ

  • Indefinite Article ได้แก่   และ an ใช้นำหน้านามนับได้ ( Countable Nouns ) เอกพจน์ทั่วๆไป ( Singular )
  • Definite Article ได้แก่  the  ซึ่งใช้นำหน้าคำนามนับได้ ( Countable Nouns ) และนามนับไม่ได้ ( Uncountable Nouns ) ทั้งรูปเอกพจน์ Singular ) และพหูพจน์ ( Plural ) เพื่อให้นามนั้นมีความหมายเฉพาะเจาะจง

การใช้ Indefinite Article : a, an

1. ใช้ a นำหน้าคำนามนับได้ เอกพจน์ ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะและมีความหมายทั่วไปในความหมาย หนึ่ง โดยไม่ต้องการเน้นจำนวน เช่น   a woman, a dog, a dentist, a newspaper, a city , a book , a shop  เช่น

He is reading a newspaper.  เขากำลังอ่านหนังสือพิมพ์

2. ใช้ an นำหน้าคำนามนับได้ เอกพจน์ขึ้นต้นด้วยสระ และมีความหมายทั่วไป เช่น an orange, an umbrella, an hour, an article

It’s raining.You will need an umbrella .ฝนกำลังตก คุณจะต้องมีร่มกันฝน.

หมายเหตุ

  • ถ้าคำนามนับได้ เอกพจน์ นั้นขึ้นต้นด้วยสระ   แต่ว่าออกเสียงเป็นพยัญชนะ ให้ใช้ a   เช่น a uniform, a university, a European, a eucalyptus ( ต้นยูคาลิบตัส ), a utensil, a union, a useful, a unit
  • ถ้าคำนามนับได้ เอกพจน์ นั้นมีคุณศัพท์นำหน้าขยาย   ให้ดูดังนี้
    -หากคำคุณศัพท์นั้นขึ้นต้นด้วยเสียงพยัญชนะก็ให้ใช้ a  เช่น  a sweet orange, a big umbrella
    -หากขึ้นต้นด้วย เสียงสระให้ใช้ an เช่น   an old city, an ugly woman  เป็นต้น
  • ถ้าคำนามนั้นขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ แต่ออกเสียงเป็นสระ   หรือมี adjective ที่ขึ้นต้นด้วยสระมาขยายข้างหน้านามนั้นให้ใช้ an เช่น
    -ออกเสียงเป็นสระ เช่น an hour, an heir, an honor
    -มีคุณศัพท์ที่ขึ้นต้นด้วยสระ เช่น an important person

3. ใช้ a, an นำหน้านามเอกพจน์ เมื่อกล่าวถึงคำนามนั้นเป็นครั้งแรก เช่น

There is a shop on the corner.   มีร้านอยู่ 1 ร้านที่หัวมุม ( ใช้ a เพราะเป็นการพูดถึงครั้งแรก )

4. ใช้ a, an แทนพวก กลุ่ม หมู่เหล่า เช่น

A cow is an animal. วัวเป็นสัตว์ขนิดหนึ่ง
= Cows are animals.วัวเป็นสัตว์
An owl can see in the dark. นกเค้าแมวมองเห็นได้ในความมืด

5. ใช้ a, an ในการบอกอัตราต่อ 1 หน่วย ( per ) เช่น

She runs three miles a day. เธอวิ่งวันละ 10 ไมล์ ( เป็นกิจวัตร )
I go to the cinema about once month. 
ฉันไปดูภาพยนต์ประมาณเดือนละครั้ง

6. ใช้ a, an หน้าชื่อเฉพาะของผู้มีชื่อเสียงที่รู้จักทั่วไป เพราะมีคุณสมบัติ ความสามารถ หรืออุปนิสัยเหมือนผู้ที่ต้องการเปรียบเทียบ

He is an Einstein. เขาเป็นคนฉลาดเหมือนไอน์สไตน์
He is a Soontorn Poo of our school.  เขาเป็นคนที่แต่งกลอนเก่ง ( เหมือนสุนทรภู่) ของโรงเรียนเรา
     หมายเหตุ แต่ถ้าใช้ the แทน a หมายความว่าคนเช่นนั้นมีคนเดียว
He is the Soontorn Poo of our school.  เขาเป็นคนที่แต่งกลอนเก่งของโรงเรียนเรา ( เพียงคนเดียว)
He is the Khun Phaen of our family.  เขาเป็นคนเจ้าชู้( เหมือนขุนแผน)คนเดียวในครอบครัวเรา

7. ใช้ a, an นำหน้าคำนามที่เป็นสำนวนในประโยคอุทาน เช่น

What a pity !น่าสงสารจัง
What a shame ! น่าอายจัง !

8. ใช้ a, an นำหน้าคำนามเอกพจน์ที่กล่าวถึงการเป็นสมาชิกของกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มอาชีพ เชื้อชาติ ศาสนา

My father is a teacher.  อาชีพ
Robert is an American.  เชื้อชาติ
John is a Catholic.   ศาสนา

9. ใช้ a, an แทนจำนวน หนึ่งหน้าคำนามที่เป็นสำนวนเกี่ยวกับการนับจำนวนหรือแสดงจำนวนมาก

a dozen of eggs. ไข่จำนวน 1 โหล
a gross of pens ปากกาจำนวน 12 โหล
a lot of people ประชาชนจำนวนมาก
a number of friends เพื่อนจำนวนมาก

10. ใช้ a, an นำหน้านามที่เป็นสำนวนเกี่ยวกับการเจ็บไข้ได้ป่วย  โครงสร้างคือ have + a+ อาการเจ็บป่วย

have a headache ( ปวดหัว ) have a pain in the chest ( เจ็บหน้าอก )
have a stomachache ( ปวดท้อง ) have a cold ( เป็นหวัด )
have a toothache ( ไม่มี a ก็ได้ ) ( ปวดฟัน ) have a fever ( เป็นไข้ )

ยกเว้นถ้าเป็นชื่อโรค ไม่ใช้ a, an เช่น

rheumatism( โรคปวดข้อ ) diabetes ( เบาหวาน )
influenza (ไข้หวัดใหญ ) ่cancer ( มะเร็ง )

เช่น

He had an itch in the middle of his back .เขามีอาการคันที่กลางหลัง
He had a pain in the neck.  เขามีอาการปวดคอ
She is suffering from rheumatism.  เธอกำลังทุกข์ทรมานด้วยโรคปวดข้อ

11. ใช้ a,an ในสำนวนที่มีคำต่อไปนี้นำหน้าคือ    such, quite, rather, many

We didn’t expect such a hot day.  เราไม่ได้คาดว่ามันจะเป็นวันที่อากาศร้อนเช่นนี้
He is quite a good boy. เขาเป็นเด็กดีทีดียว
It was rather a short trip. มันเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างสั้น
Many a place in Thailand impressed them. สถานที่หลายแห่งในประเทศไทยประทับใจพวกเขามาก

12. ใช้ a, an หลังโครงสร้างต่อไปนี้

so + adjective+a + นามนับได้ เอกพจน์ ( such a+ นาม ) เช่น
We didn’t expect so great a crowd.  .เราไม่คาดคิดว่าจะมีคนมากมายอย่างนี้

too + adjective + a + นามนับได้ เอกพจน์
This is too hard a job for him.  นี่เป็นงานหนักเกินไปสำหรับเขา

however + adjective + a + นามนับได้เอกพจน
However nice a girl she is, he never like her. ไม่ว่าเธอจะเป็นคนน่ารักอย่างเขาก็ไม่ชอบเธอ

as + adjective + a + นามนับได้ เอกพจน์+ as
She is as good a student as you are.เธอเป็นนักเรียนที่ดีเช่นเดียวกับคุณ

13. สำนวนในภาษาอังกฤษที่ใช้ a,an

all of a sudden ทันใดนั้น in a hurry/rush อย่างเร่งรีบ
as a matter of fact อันที่จริงแล้ว in a good/bad mood อารมณ์ดี/เสีย
as a rule ตามปกติ โดยทั่วไป keep an eye on เฝ้าดู
do a favor ช่วยเหลือ make a decision ตัดสินใจ
earn a living หาเลี้ยงชีพ make a living หาเลี้ยงชีพ
give an idea ให้ความคิด make a mistake ทำผิด
go for a walk เดินเล่น make noise ทำเสียงดัง
go for ride นั่งรถเล่น make a speech กล่าวสุนทรพจน์
have a good time สนุกสนาน make a wish อธิษฐาน
have a hair cut ตัดผม make a fool of ทำให้ขายหน้า
it’s a shame น่าขายหน้า make a request ขอร้อง
it’s a pity that น่าเสียดาย,น่าสงสาร tell a lie, tell lies โกหก
take a trip เดินทาง take look at มอง ดู
take a picture ถ่ายรูป keep secret เก็บเป็นความลับ
take a seat นั่ง in position to อยู่ในฐานะที่จะ
with a view to เพื่อจะทำให้ on large scale อย่างมาก
on an/the average โดยเฉลี่ย make a remark ให้ข้อสังเกต
couple of สองสาม play a joke on ล้อเล่น

การใช้ a/an และ one

ที่ผ่านมาเป็นการใช้ a/an กับนามนับได้ในความหมายของสิ่งเดียว ( singular ) บางครั้งที่เราต้องการเน้นตัวเลข สามารถใช้ one กับนามนับได้เอกพจน์ เช่น

We’ll be in Australia for one ( or a ) year. เราจะอยู่ในออสเตรเลีย 1 ปี
She scored one ( or a ) hundred and eighty points.  เธอได้คะแนน 168 คะแนน

จะใช้ one เท่านั้นเมื่อ

  • ต้องการที่จะเน้นว่าสิ่งที่กล่าวถึง มี/เป็น เพียง 1 ไม่ใช่ 2,3,4…… เช่น

    Do you want one sandwich or two? คุณต้องการแซนด์วิช 1 หรือ 2 อัน
    Are you staying just one night ? คุณจะพักค้างคืนวันเดียวหรือ

  • ใช้ one ในรูปแบบ one …other / another เช่น

    Close one eye, and then the other. ปิดตาข้างหนึ่งก่อนแล้วจึงปิดอีกข้าง
    Bees carry pollen from one plant to another. ผึ้งนำเกสรดอกไม้จากต้นหนึ่งไปอีกต้น

การเปรียบเทียบ comparison

Adjectives
การเปรียบเทียบคำคุณศัพท์ ( Comparison of Adjectives )

การเปรียบเทียบคำคุณศัพท์ ( Comparison of Adjectives ) เป็นการเปรียบเทียบคำคุณศัพท์ที่ไปแสดงคุณภาพของนามเพื่อจะบอกให้รู้ว่านามนั้นมีลักษณะ เท่าเทียมกันหรือไม่ อย่างไร แบ่งออกเป็น 3 ขั้น คือ
  • การเปรียบเทียบขั้นปกติ ( Positive Degree ) ใช้เปรียบเทียบความเท่าเทียมกัน ไม่เท่าเทียมกัน เช่น long, short, small , big , fast, slow เป็นต้น
  • การเปรียบเทียบขั้นกว่า ( Comparative Degree ) ใช้เปรียบเทียบกับนาม 2 จำนวน เช่น longer, shorter, smaller, bigger , faster, slower เป็นต้น
  • การเปรียบเทียบขั้นสูงสุด ( Superlative Degree ) ใช้เปรียบเทียบกับนามที่มีจำนวนตั้งแต่ 3 ขึ้นไป เช่น longest, shortest, smallest, biggest เป็นต้น

 1. การเปรียบเทียบขั้นปกติ ( Positive Degree ) มีตัวเชื่อมหลายรูปแบบดังต่อไปนี้

  • รูปแบบ as+ คุณศัพท์ขั้นปกติ ( positive degree) + as แสดงความ เท่าเทียมกัน เช่นThis pencil is as long as that one.   ดินสอแท่งนี้ยาวเท่าๆกับแท่งนั้น
  • รูปแบบ as + much หรือ many + นาม + as แสดงความเท่าเทียมกัน เช่นI have as much money as you. ฉันมีเงินมากเท่าๆกับคุณ
    I have as many books as you. ฉันมีหนังสือมากเท่าๆกับคุณ
  • รูปแบบ the same +นาม + as แสดงความเท่าเทียมกัน เช่นMalee is the same age as มาลีมีอายุเท่ากับลัดดา
    แต่ถ้าประธานเป็นพหูพจน์ ให้ตัด as ออกได้เลย เช่น
    Malee and Ladda are the same age. มาลีและลัดดาอายุเท่ากัน
  • รูปแบบ Verb to be + like แปลว่าเหมือนกัน เป็นคำเชื่อมแสดงความเท่าเทียมกัน แต่ถ้าประธานเป็น พหูพจน์ ให้ใช้ verb to be + alike เช่นShe is like her father. เธอเหมือนกับพ่อของเธอ
    Your car and mine are alike. รถยนต์ของคุณและของฉันเหมือนกัน
  • รูปแบบ verb to be + similar to + นาม แปลว่า เหมือนกัน คล้ายกัน เป็นคำเชื่อมแสดงความเท่าเทียมกัน เช่นYour bag is similar to mine. ถุงของเธอคล้ายกับถุงของฉัน
  • กรณีต้องการเปรียบเทียบความไม่เท่ากันมีรูปแบบดังนี้not so + คุณศัพท์ขั้นปกติ + as หรือ not as + คุณศัพท์ขั้นปกติ + as เช่นThis road is not so long as that one. ถนนเส้นนี้ไม่ยาวเท่าเส้นนั้น หรือ 
    This road is not as long as that one.
    not as + much/many + นาม + as    เช่น
    I don’t have so much money as you . ฉันไม่มีเงินมากเท่าคุณ หรือ
    don’t have as much money as you.

 2. การเปรียบเทียบขั้นกว่า ( Comparative Degree )

  • การเปรียบเทียบที่สูงกว่า   แสดงในรูป  คุณศัพท์ขั้นกว่า + than   เช่นThis road is longer than that one. ถนนเส้นนี้ยาวกว่าเส้นนั้น 
    You are taller than me. หรือ You are taller than I am. เธอสูงกว่าฉัน
  • การเปรียบเทียบที่ต่ำกว่ากัน แสดงในรูป less + positive degree + than  เช่นMalee is less careful than Somchai. มาลีเป็นคนที่รอบคอบน้อยกว่าสมชาย 
    It is less hot today than it was yesterday. วันนี้อากาศร้อนกว่าเมื่อวานนี้
  • เมื่อนำคุณศัพท์ขั้นกว่ามาใช้เปรียบเทียบกับคำนาม ( noun ) ด้วยกัน  ให้ใช้รูปแบบดังนี้fewer + นามพหูพจน์นับได้ + than = น้อยกว่า 
    less + นามนับไม่ได้ + than = น้อยกว่า
     
    more + นามพหูพจน์นับได้, นามนับไม่ได้ + than = มากกว่า    เช่น
    There are fewer students in this room than in that room. มีนักเรียนในห้องนี้น้อยกว่าในห้องนั้น
    I spent less money than you. ฉันใช้จ่ายเงินน้อยกว่าคุณ
    There are more students in this room than in that room. มีนักเรียนในห้องนี้ มากกว่าในห้องนั้น
    My mother have more money than my father. แม่ของฉันมีเงินมากกว่าพ่อ

หมายเหตุ   ในกรณีที่ than ทำหน้าที่เป็น conjunction    สรรพนาม ( pronoun )ที่ตามหลัง than ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธาน ต้องมี verb ตามด้วย ดังนี้

She eats less than do.
เธอเป็นคนกินน้อยกว่าฉัน
than ทำหน้าที่เป็นคำเชื่อม 2 อนุประโยค ( clause) เข้าด้วยกัน  คือ
She eats less เป็น main clause
I do เป็น subordinate clause 
โดย ทำหน้าที่ประธานของประโยคที่ 2 มี verb do ตาม
than I do เป็น adverbial clause of comparison

ในกรณีที่ than ทำหน้าที่เป็น preposition    pronoun ที่ตามหลัง than ทำหน้าที่เป็น object ไม่ต้องมี verb ตามดังนี้

She eats less than me.
เธอเป็นคนกินน้อยกว่าฉัน
than ทำหน้าที่เป็น preposition  ดังนั้น pronounที่ตามหลัง
than อยู่ในรูป ของกรรม ( object ) คือ me จึงไม่ต้องมี verb ตาม

โดยทั่วไปใช้ได้และมีความหมายไม่ต่างกันทั้งสองกรณี

 3. การเปรียบเทียบขั้นสูงสุด ( Superlative Degree ) รูปแบบมีดังนี้  the + คุณศัพท์ขั้นสูงสุด + นาม

What is the longest river in the world? แม่น้ำอะไรยาวที่สุดในโลก 
My eldest son is 16 years old. ลูกชายคนโตของฉันอายุ 16 ปี
Jane is my best friend. เจนเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน
 
( ถ้ามี possessive adjective อยู่หน้าคุณศัพท์ขั้นสูงสุดแล้ว ไม่ต้องใช้ the )

adjective หรือ adverb ที่เเสดงลักษณะ ปริมาณ เเละอาการต่างๆ อาจเปรียบเทียบเเสดงความมากน้อยกว่ากันได้
แบ่งการเปรียบเทียบออกเป็น 3 ขั้น คือ
 1. ขั้นธรรมดา ( positive degree ) เพื่อแสดงความเท่าเทียมกัน บอกลักษณะหรือปริมาณโดยทั่วไป เช่น
beautiful สวย
long ยาว
much มาก (ใช้กับนามนับไม่ได้)
little น้อย (ใช้กับนามนับไม่่ได้)
few น้อย (ใช้กับนามนับได้)
many มาก (ใช้กับนามนับได้)
quickly อย่างเร็ว
easily อย่างง่าย
 2. ขั้นสูงกว่า ( comparative degree ) เพื่อเเสดงความมากน้อยกว่ากัน เช่น
more beautiful สวยกว่า
longer ยาวกว่า
more มากกว่า
less น้อยกว่า (ใช้กับนามนับไม่่ได้)
fewer น้อยกว่า (ใช้กับนามนับได้)
more quickly อย่างเร็วกว่า
more easily อย่างง่ายกว่า
3. ขั้นสูงสุด ( superlative degree ) เพื่อแสดงความมากที่สุด เช่น
 ( the ) most beautiful สวยที่สุด
( the ) longest ยาวที่สุด
( the ) most มากที่สุด
( the ) least น้อยที่สุด (ใช้กับนามนับไม่่ได้)
( the ) fewest น้อยที่สุด (ใช้กับนามนับได้)
( the ) most quickly อย่างเร็วที่สุด
( the ) most easily อย่างง่ายที่สุด
  การใช้ Adjective ในการเปรียบเทียบ
      เมื่อใช้ประกอบหน้านาม ( attributive use )
ขั้นธรรมดา She is a beautiful girl.
ขั้นมากกว่า She is a more beautiful girl than the other one.
ขั้นมากที่สุด She is the most beautiful girl in our class.
      เมื่อใช้หลัง verb to be ( predicative use ) หรือกริยาอื่นซึ่งเทียบเท่า verb to be ( เช่น become, look, seem
,  etc. )
ขั้นธรรมดา She is beautiful.
ขั้นมากกว่า She is more beautiful than her sister.
ขั้นมากที่สุด She is the most beautiful in our class.
  การใช้ Adverb ในการเปรียบเทียบ
ขั้นธรรมดา My car runs quickly.
ขั้นมากกว่า My car runs more quickly than his car.
ขั้นมากที่สุด My car runs the most quickly in town.
  การเปลี่ยนแปลงรูปของ Adjective และ Adverb ในการเปรียบเทียบ
   1. คำพยางค์เดียวเตืม er และ est
ขั้นธรรมดา ขั้นกว่า ขั้นสูงสุด คำเเปล
Positive Comparative Superlative
————————————————————————————————-
tall taller tallest สูง
small smaller smallest เล็ก
high higher highest สูง
hard harder hardest แข็ง,หนัก
fast faster fastest เร็ว
slow slower slowest ช้า
loud louder loudest ดัง
   2. คำพยางค์เดียวมีสระตัวเดียว ตัวสะกดตัวเดียว ต้องเพิ่มตัวสะกดอีกตัวหนึ่ง ก่อนเติม er และ est
big bigger biggest ใหญ่
fit fitter fittest เหมาะ
thin thinner thinnest บาง
   3. ถ้ามี e ลงท้ายอยู่เเล้ว ให้เติมเฉพาะ r และ est  เช่น
large larger largest ใหญ่
late later latest ช้า,สาย
   4. คำลงท้ายด้วย y เปลี่ยน y เป็น i แลัวจึงเติม er และ est
happy happier happiest สุข่
pretty prettier prettiest สวย
lovely lovelier loveliest น่ารัก
easy easier easiest ง่าย
heavy heavier heaviest หนัก
   5. คำ 2 พยางค์ซึ่งลงท้ายด้วย er, ow หรือ y อาจเติม more, most ข้างหน้า หรือเติม er, est ข้างท้ายก้ได้
slender slenderer slenderest เอวบางร่างน้อย
more slender most slender
shallow shallower shallowest ตื้น
more shallow most shallow
    6. คำ 2 พยางค์ซึ่งไม่ลงท้ายด้วย er, ow หรือ y โดยปกติเติม more, most ข้างหน้า
selfish more selfish most selfish เห็นแก่ตัว่
fluent more fluent most fluent พูดคล่อง
useful more useful most useful มีประโยชน์
honest more honest most honest ซื่อสัตย์
    7. คำ 3 พยางค์ขึ้นไป ต้องเิติม more, most เสมอ
difficult more difficult most difficult ยาก
intelligent more intelligent most intelligent ฉลาด
beautiful more beautiful most beautiful สวย
    8. คำ Adverb ที่ลงท้ายด้วย ly เตืม more, most เสมอ
slowly more slowly most slowly อย่างช้า
loudly more loudly most loudly อย่างดัง
quickly more quickly most quickly อย่างเร็ว
คำ Adjective และ Adverb เปรียบเทียบที่ไม่เป็นตามกฏ ( Irregular Comparison )
ขั้นธรรมดา ขั้นกว่า ขั้นสูงสุด คำเเปล
Positive Comparative Superlative
————————————————————————————————
good better best ดี
bad, badly worse worst เลว
much, many more most มาก
little less least น้อย
far farther farthest ไกล (ระยะทาง)
far further furthest ไกล,เหนือ
ใช้    as + adjective, adverb + as
       เมื่อต้องการแสดงความเท่าเทียมกัน
This boy is as big as that one.
You are as tall as I am.
       เมื่อต้องการเเสดงความไม่เท่าเทียมกัน
This boy is not as big as that one.
You are not as tall as I am.
I do not work as hard as you do.
ใช้   not so + adjective, adverb + as แทน as……….as ก็ได้
This boy is not so big as that one.
You are not so tall as I am.
I do not work so hard as you do.

ที่มา http://ict.moph.go.th/English/content/adj05_comparison.htm   http://www.hope.dek.cc/comparison.html