แบบทดสอบการอ่านเวลา Reading Time

การอ่านเวลานี้ของนักเรียนในชั้นที่ครูสอนให้พยายามอ่านจากหลังไปหน้าทั้ง 2.1 – 2.2 นะครับ

แต่สำหรับท่านที่สนใจก็แบบไหนก็ได้ตามความถนัดครับ

Phrasal verb หรือ two-word verb

สวัสดีครับ ช่วงนี้ยุ่ง ๆ กับงานนิดหน่อยไม่ได้มาอัพเดทข่าวสารกันเลย แต่วันนี้ก็ได้มีเวลาสอนหลานสาวเกี่ยวกับ Phrasal verb ที่ เป็นรูปของกริยาที่ยากมากตัวหนึ่งเลยทีเดียว จะเป็นอย่างไรก็ติดตามกันนะครับ สามารถดาวน์โหลดใบความรู้ไปได้เลยนะครับ มีตัวอย่าง Phrasal verb ครับ

Phrasal verb

Phrasal verbs หรือ two-word verbs

          คือ การใช้คำกริยาที่ปกติแล้วมีความหมายอย่างหนึ่ง แต่ส่วนประกอบ เมื่อ verb+ preposition or particle มารวมกันเป็น Phrasal verbs แล้ว อาจจะทำให้เกิดความหมายใหม่ขึ้นมาซึ่งอาจจะไม่มีเค้าความหมายของคำกริยาเดิมเลย นิยมใช้กันมากในภาษาอังกฤษ

หลักสำคัญในการใช้ Phrasal Verbs หรือ Two-Word Verbs
1.เมื่อไม่มี direct object ต้องวาง adverb ไว้ติดกับ verb เช่น
- please come in.
- Don’t give up, whatever happens.

2. เมื่อมี object pronoun เช่น him, her, it, them, me, us, เป็น direct object ต้องวาง object เหล่านี้ไว้หน้า adverb เช่น
- I can’t make it out. (right)
- I can’t make out it.(wrong)

3. เมื่อมี noun เช่น book , pen , houses , etc.เป็น direct object จะวาง noun ไว้หน้าหรือหลัง adverb ก็ได้        (verb +adverb +noun) หรือ (verb +noun +adverb) เช่น
- Turn on the light.  หรือ  – Turn the light on.

4. ตามข้อ 3 ถ้า object เป็นคำยาว เช่นมี object clause ขยายต้องวางobject ไว้หลัง adverb เช่น
- He gave away every book that he possesed. (right)
- He gave every book that he possesed away. (wrong)
5. ในประโยคอุทาน (exclamatory Sentences)ให้วาง adverb ไว้หน้าประโยคยืดหลักดังนี้
5.1 ถ้าประธานเป็น noun เอากริยาตามมาได้เลย เช่น
-Off went john! = John went off.
5.2 ถ้าประธานเป็น pronoun ใหัใช้แต่ adverb ไม่ต้องใช้ verb เช่น
-Away they went ! = They went away.

ประเภทของ Phrasal verbs
1. Inseparable Verbs with no objects  คือ phrasal verb ที่ต้องติดกัน ไม่สามารถแยกจากกันได้ ไม่ต้องมีกรรม เช่น
set off ออกเดินทาง         Speed up เร่งความเร็ว
Wake up ตื่นนอน            Stand up ยืนขึ้น
Come in เข้ามาถึง           Get on ขึ้น (รถ) / เข้ากันได้
Carry on ทำต่อไป           Find out เรียนรู้
Grow up เติบโต             Turn up ปรากฏตัว
2. Inseparable Verbs with objects คือ phrasal verb ที่ต้องอยู่ติดกัน ไม่สามารถแยกจากกันได้ แต่ต้องมีกรรม เช่น
Look after เลี้ยงดู                              Look into สอบถาม ตรวจสอบ
Run into ชน                                     Come across พบโดยบังเอิญ
Take after เหมือนถอดแบบ                  Deal with ติดต่อ เกี่ยวข้อง
Go off ออกไป จากไป หยุดทำงาน         Cope with จัดการ
3. Separable verbs คือ ที่แยกจากกันได้ มักจะต้องการกรรม
Turn on เปิด(ไฟ)           Turn off ปิด (ไฟ)
Turn down หรี่ (เสียง)     Swith off ปิด
Look up มองหา             Take off ถอด ออกดินทาง
4. Three-Word Phrasal Verbs  คือ phrasal verb ที่ไม่มีกรรมและบางครั้งมีการใช้บุพบทมากกว่า 1 ตัว เช่น
Get on with ทำต่อไป ไม่หยุด                Cut down on ลดปริมาณลง
Look out for เตรียมพร้อม                      Catch up with ตามทัน
Run out of หมด                                  Get down to เอาจริงเอาจัง
Stand up for ปกป้อง เดือดร้อนแทน         Look down to ดูถูก
Look up to ยอมรับนับถือ                        Put up with อดทน
Look out on มองออกไป

Credit: http://edl-kmitl.blogspot.com

การใช้ slideshare ในบล็อก wordpress

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ที่แวะเวียนเข้ามาเว็บบล็อกครูใจ วันนี้ก็มีพี่ ๆ ได้โทรมาปรึกษาเรื่องการตกแต่งบล็อกว่า ตอนนี้ได้ลองทำบทความไปแล้วบ้างจากการอบรมที่ผมอบรมให้ที่โรงแรมแมกซ์ พระรามเก้า กรุงเทพฯ ก็อยากจะต่อยอดเรื่องการนำสื่อไปใส่ไว้ในบทความ เช่น ใบงาน ใบความรู้ให้นักเรียน ผมเองก็เลยได้ทำวีดีโอชุดต่อไปนี้ทำแบบเร่งด่วนให้พี่ ๆ ได้นำไปทำกันเลย เพราะผมคิดว่าหลายคนตอนนี้มี power อยู่ จะได้ทำแล้วมีความภาคภูมิใจ ซึ่งถ้าส่งไม่ทันอาจจะน้อยใจ หรือถอดใจไม่ทำ ก็เลยทำแบบเร่งด่วน ซึ่งตัวผมเองตอนนี้ก็ไม่ค่อยว่างอะครับต้องขออภัยด้วยในบางเรื่อง ในวีดีโอถ้ามีบางส่วนที่ไม่ดี ติชมได้นะครับ งั้นไปชมกันเลยนะครับ

 

คู่มือการสร้างบล็อกด้วย wordpress

…………..สวัสดีครับเพื่อนครูและเพื่อนสมาชิกเว็บครูใจ วันนี้ก็ได้ฤกษ์ดี วันแรงงาน หลังจากกลับมาจากการเป็นวิทยากรการอบรม Krutube ให้กับเพื่อนครูทั่วประเทศ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากเพื่อนครูในทุกภูมิภาค กลับมาถึงเมื่อวานก็ไม่ได้พัก วันนี้วันแรงงานก็ไปอบรมเพิ่งกลับมาถึง 2 ทุ่มแล้ว กะว่าจะเปิดเว็บไซต์อ่านบทความเรื่อย ๆ แล้วก็ออนเฟสบุ๊คไว้ ปรากฎว่ามีเพื่อนครูที่เป็นสมาชิก Krutube บางส่วนที่สมัครเข้าอบรมการเขียนบล็อกเวิร์ดเพรสก็ยังติดตามเพื่อขอศึกษาการทำบล็อกเพื่อนำคลิปมาใส่ในบล็อก ผมเองก็ได้รับโอกาสจากทาง สทร. ให้จัดคลินิคให้ความรู้เพิ่มเติม คุณครูหลายท่านก็เลยติดตามเพื่อสอบถาม ครูใจเองก็เต็มใจนะครับที่จะมอบความรู้ให้กับเพื่อนครู

………….ก่อนอื่นนะครับก็จะสอนเพื่อนครูในการสมัครใช้งานเว็บบล็อกเวิร์ดเพรสก่อนนะครับ ซึ่งก็มีวีดีโออยู่ในบล็อกที่นี่ครับ หรือจะอ่านบทความในสไลด์นี้ก็ได้ครับ

อันนี้เค้าเขียนไว้ดี ผมเองก็เอามาสอนนักเรียนครับ ไม่ต้องทำเอง เลยเอามาแชร์ให้เพื่อนครูได้ดูกันเป็นวิทยาทาน ส่วนหลักสูตรที่ผมทำเองเป็นการทำ wordpress ในเว็บ http://www.thinkttt.net ครับ อย่างไรก็ลองศึกษากันดูก่อนนะครับ
หลังจากนี้ผมจะมาอัพเดทการใส่สื่อจากเว็บอื่น ๆ นะครับ มีอะไรก็โพสไว้ในหน้านี้ได้เลยนะครับ

 

ช้างขี้หึง

สวัสสีครับ วันนี้ก็ไม่มีอะไรมาพูดคุยกับเพื่อน ๆ ครูนะครับ เกี่ยวกับงานวิชาการ การเรียนการสอน ไม่ใช่ว่าปิดเทอม แต่เอาเป็นว่าหลังจากที่เพื่อนครูหัวหมุนกับการทำเกรดนักเรียนและยุ่งอยู่กับการสอบเข้าของนักเรียน เราก็มาฟังอะไรที่น่าสนใจกันดีกว่านะครับ

“เพื่อน ๆ ครับ เคยคิดหรือไม่ว่าช้างขี้หึง”

เรื่องนี้ผมเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนนะครับ ผมเองก็เลยมาหาความรู้ในอินเตอร์เน็ต แต่ปรากฎว่าไม่เจอข้อมูลอะไรเลย แต่ก่อนอื่นเอาเป็นว่าเคยได้ยินช้างตกมันใช่มั้ยครับ ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์ หรือสัตวศาสตร์แล้ว ช้างจะตกมันก็ต่อเมื่อเกิดอารมณ์หงุดหงิด เนื่องจากถูกกดขี่ให้ทำงานจนเหนื่อย เครียด หรือแม่แต่เรื่องขำ ๆ “ช้างตกมันเพราะดื่มน้ำหมักเหล้าที่ชาวบ้านแอบไปหมักไว้ในป่าไม้ไผ่ ช้างเลยซดซะหลายเป๊ก เลยเมา 555+ เรื่องจริงนะครับ” ช่วงนี้ก็ได้ข่าวแถว ๆบ้านครูใจว่าช้างตกมัน ชาวบ้านก็มองเห็นวิญญาณควาญช้างคนเก่ามาลากช้างไปก็มี บ้านผม 1 เดือนมานี้ 3 ราย และรายล่าสุดเค้าไปเลี้ยงช้างที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ช้างจัดการฟัดซะน่วม แล้วกัดศีรษะ ข่าวล่าสุด ช้างได้พ่นเลือดที่กัดออกมา

จากประเด็นนี้ผมเองก็มานั่งคุยกับพ่อและญาติผู้ใหญ่เกี่ยวกับเรื่องช้างตกมัน จนพ่อเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนคุณตาของผมเลี้ยงช้างและควาย มีช้างสองเชื่อกชื่อ ไอ้มล ตัวนี้เป็นช้างพลาย และอีผ่อง เป็นช้างพัง ซึ่งช้างทั้งสองเชื่อกเป็นช้างที่น่ารักมาก ไอ้เจ้ามลนั้นเวลาลากไม้เค้าจะจัดเป็นกอง ๆ ให้เอง อันนี้พ่อเล่าให้ฟังอะครับ ส่วนอีผ่องนั้นเป็นช้างที่ลุงของผม พี่ชายของแม่อะนะครับเป็นคนเลี้ยง ซึ่งอีผ่องนั้นจะชอบลุงมาก ( แม่เล่าว่า “อีผ่องชอบเอางวงไปบีบไข่ลุงผมเล่นบ่อย ๆ”) ดังนั้นเช่นนี้ก็มีนะ ผมก็เพิ่งทราบ เมื่อลำดับเหตุการณ์แล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นล่าสุดก็มีเค้าความเป็นจริง ของคำว่า ช้างขี้หึง คนที่เป็นควาญช้างด้วยกันของคนที่เสียชีวิตบอกว่า ผู้ตายนั้นคิดนอกใจภรรยา คือมีหญิงคนอื่น ดังนั้นผู้เฒ่าผู้แก่ที่เค้าเลี้ยงช้างก็บอกว่า ช้างมันจะมีสัมผัสได้ถึงเรื่องนี้ มันก็เลยจัดการผู้ชายคนนี้ซะ

เอาเป็นว่าแค่นี้ก่อน

เดียวผมจะศึกษาหาข้อมูลมาให้อ่านกันอีกนะครับ

คลิปน่าสนใจ ผมติดตามบ่อยครับ เค้าสอนดีมาก

คือว่าผมเองก็ติดตามวีดีโอจาก อ.อดัมมานานแล้ว เพราะบางเรื่องเป็นเรื่องที่เราเถียงกันไม่ตกสำหรับครูไทยที่สอนภาษาอังกฤษกันเอง ดังนั้นต้นตำรับเค้ามาบอกเองผมว่าก็น่าจะใช้ได้ ซึ่งผมเองชอบวีดีโอการใช้ never mind ซึ่งจริง ๆ เราใช้ผิดกันมาตลอด never mind จริง ๆ ใช้กับการพูดอะไรกับใครไม่รู้เรื่องแล้วเราบอกว่างั้นไม่เป็นไร  อย่างเช่น ประโยคภาษาไทย เราพูดว่า “น้อง ๆ ขอส้มตำ ปลาย่าง ไก่ทอด ข้าวเหนียว ครับ” แล้วบ๋อยก็บอกว่า ” พี่สั่งส้มตำ ไก่ทอด ข้าวเหนียว  แล้วอะไรอีกนะ” เราก็เลยตัดความรำคาญบอกว่า “ไม่เป็นไร”  ประมาณนั้น ก็ชมเอาก็แล้วกันนะครับ

การสอบโอเน็ตในความคิดของเด็ก ๆ คืออะไร

 

U22VOC

สวัสดีครับ วันนี้มาพบกับครูใจในวันสอบโอเน็ตวันที่ 2 ซึ่งสอบเสร็จไปด้วยความเรียบร้อย ครูใจมีโอกาสไปคุมสอบโอเน็ตของอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งก่อนอื่นอยากบอกว่าปีนี้ทางจังหวัดโดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ให้งบประมาณในการยกระดับผลการสอบโอเน็ตขึ้น มีการตั้งศูนย์ติวและครูใจก็ได้เป็นหนึ่งในติวเตอร์วิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งก่อนจะมาพูดถึงเรื่องการสอบโอเน็ตในวันนี้ก็ขอสืบเนื่องไปในเรื่องของการติวโอเน็ตสักหน่อย ผมคิดว่าการตั้งศูนย์ติวดีนะครับ ส่วนหนึ่งครูได้ติวก่อนสอบ ซึ่งหลายๆ คนก็คิดว่าการติวเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของครู แต่จริง ๆ แล้วการติวนั้นเป็นการทบทวนเนื้อหาให้นักเรียน เพราะผมเชื่อได้เลยว่าใคร ๆ ที่เรียนมาเป็นเวลา 3 ปี แล้วมาสอบทีเดียวคงทำไม่ได้ ขนาดเราสอนต้นเทอมและมาสอบกลางภาคเด็กยังทำไม่ได้เลยครับ ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่นักเรียนของใครนะครับ สำหรับโรงเรียนของครูใจนั้นเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก เด็ก ๆก็เลือกไปเรียนในตัวอำเภอกันหมด ครับมาดูการติวกันก่อนนะครับ จะสังเกตได้ว่าคุณครูทุกท่านได้เตรียมเทคนิคการทำข้อสอบมาให้นักเรียนกันเต็มที่เลย รวมตัวผมด้วย แต่พอขึ้นเวทีติว เด็กในหอประชุม 400 คน ต่างคนต่างไม่มีสมาธิเลย คุยกันจนผมคิดว่าจะได้อะไรกลับไปหรือเปล่า สู้เอาไปติวกันที่โรงเรียนดีกว่า เด็กใครเด็กมัน เพราะเด็กเราเราควบคุมได้ แต่เด็กคนอื่นเราไปว่าไม่ได้ พอมาเมื่อวาน วันเสาร์ สอบตั้งแต่เช้า ผมลองถามเด็กในห้องสอบที่ผมคุมนะครับว่าใครอ่านหนังสือมาไม่มีใครยกมือ แต่ผมก็คิดว่ามีคนอ่านแน่นอน แต่ไม่กล้ายกเพราะกลัวเพื่อนจะมองเป็นตัวอะไร วิชาคณิตศาสตร์ถามผมว่ายากมั้ย ผมไม่รู้ครับ เพราะผมสอนภาษาอังกฤษ กับคอมพิวเตอร์ แต่ก็เดินดูข้อสอบแล้วมันก็ยากพอสมควร วิชาภาษาไทยโอเคเลย เด็กไทยอ่านออก แต่มีการถามแบบคิดวิเคราะห์ มีการอ่านแล้วถามความคิด จนมาถึงวิชาของตัวครูใจละทีนี้ ภาษาอังกฤษ เด็กทำข้อสอบเสร็จตั้งแต่ 30 นาทีแรก จนครูใจก็คิดว่านะครับว่า เด็กเค้าอ่านข้อสอบหรือเปล่า ส่วนหนึ่งในความคิดของครูใจก็คิดว่าเด็กไทยแปลไม่ได้  80 เปอร์เซนต์เด็กอ่านไมได้ ซึ่งข้อสอบนั้นกำหนดสถานการณ์ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน แล้วถามว่าจะพูดอย่างไร หากนักเรียนแปลสถานการณ์ไม่ได้ นักเรียนก็หาคำตอบมาเติมไม่ได้  ดังนั้นพอนักเรียนทำไม่ได้ก็ไม่คิดจะทำ ซึ่งนักเรียนบางคนหนีสอบวิชาภาษาอังกฤษ แต่วันนี้มาสอบอีก  ตกลงการสอบวัดโอเน็ต ทำเพื่ออะไรกันครับ เด็กไม่ได้อ่าน ไม่ได้เตรียมตัวมาเลย เด็กที่มาสอบโอเน็ตมาสอบเพื่อสอบให้เสร็จ ๆ ครูจะได้ไม่ด่า สอบได้คะแนนดี – ไม่ดี นักเรียนไม่สน ทำให้นักเรียนคิดว่าการสอบนี้ไม่มีผลกระทบอะไรต่อเขาเลย จนกลายเป็นว่าเค้าได้ให้ความสำคัญกับการสอบ ในโรงเรียนก็เช่นกัน นักเรียนสอบตก เดี๋ยวก็แก้ได้ เพราะอย่างไร รัฐบาลบอกว่าห้ามนักเรียนติด 0 , ร เด็ก ๆ ก็ยิ่งได้ใจใหญ่ แต่ในโรงเรียนใหญ่ ๆ ที่มีการแข่งขันสูง การสอบโอเน็ต เป็นการชี้ชะตาว่านักเรียนคนนั้นจะได้เรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงต่อไปอีกหรือไม่ หน้าตาของพ่อแม่ ทำให้เด็กต้องกระตือรือร้นในการเรียน แตกต่างจากเด็กต่างจังหวัด ครับอันนี้เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นการสอบในวันนี้ในแง่คิดของครูใจ อาจจะตรงข้ามกับความคิดเห็นของหลายท่าน