แนวคิดเกี่ยวกับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking)

  แนวคิดเกี่ยวกับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking)

ผศ.ดร.นรีรัตน์  สร้อยศรี

           2.5.1    ความหมายของการคิด

ได้ให้ความหมายของการคิดไว้ 2 ความหมาย ดังนี้

ความหมายที่ 1 การคิดเป็นกระบวนการทำงานของสมอง โดยใช้ประสบการณ์มาสัมพันธ์กับสิ่งเร้าและข้อมูลหรือสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ปัญหา แสวงหาคำตอบ ตัดสินใจ หรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่

ความหมายที่ 2 การคิดเป็นพฤติกรรมที่เกิดในสมอง เป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การจะรู้ว่ามนุษย์คิดอะไร อย่างไร จะต้องสังเกต จากพฤติกรรมที่แสดงออก หรือคำพูดออกมา

ชูชีพ ( 2522) กล่าวว่า การคิดเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสมอง เนื่องจากกระบวนการใช้สัญญลักษณ์ แทนสิ่งของหรือสถานการณ์ต่าง ๆ หรืออาจกล่าวได้ว่า การคิดเป็นกระบวนการที่ภาพหรือสัญลักษณ์สิ่งของหรือสถานการณ์ต่าง ๆ  มาปรากฏในแนวคิด (Idea) หรือจิตใจ (Mind) ของเรานั่นเอง การคิดแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ  คือ การคิดที่ไม่มีจุดหมาย  (Assosiative Thinking)   เช่น  การคิดถึงเหตุการณ์ที่ล่วงมาแล้ว   และการคิดที่มีจุดมุ่งหมาย  (Direct Think)  เช่น  การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การคิดสร้างสรรค์

2.5.2   ทักษะการคิด  ทิศนา และคณะ (2544) ได้ให้ความหมายของทักษะการคิดว่าเป็นคำที่แสดงพฤติกรรมการคิด ที่มีลักษณะเป็นรูปธรรมเพียงพอที่ช่วยให้มองเห็นพฤติกรรม/การกระทำที่ชัดเจนของการคิดนั้น ทักษะการคิด (thinking skills) แบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้

2.5.2.1   ทักษะที่เป็นพื้นฐาน  (basic  thinking  skills) ได้แก่  ทักษะที่ใช้ในการสื่อสาร (Communication Skills) เช่น การฟัง พูด อ่าน เขียน สื่อสาร ฯลฯ

2.5.2.2   ทักษะที่เป็นแกนสำคัญ (Core thinking Skills) เป็นทักษะการคิดที่ใช้กันมาก ได้แก่ ทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบ การตีความ การขยายความ การสรุป การอ้างอิง เป็นต้น

2.5.2.3   ทักษะการคิดระดับสูง (Higher Order Thinking Skills) เป็นทักษะการคิดที่ซับซ้อนและยากขึ้นกว่าทักษะแกน  เช่น ทักษะการตั้งสมมุติฐาน  ทักษะการทำนาย  ทักษะการนิยาม  ทักษะการวิเคราะห์ ทักษะการสังเคราะห์ ทักษะการจัดระบบ เป็นต้น

2.5.2   ความหมายของทักษะการคิดขั้นสูง

อุษณีย์ (2544) ได้ให้ความหมายของ ความคิดระดับสูง  (High Order Thinking Skill)   ว่าเป็นคุณลักษณะทางความคิดของมนุษย์ที่ใช้กลยุทธ์ทางความคิดที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง  สร้างสรรค์มีหลักเกณฑ์ที่ต้องอาศัยคุณภาพความคิดขั้นสูง ในการประมวลองค์ความรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ โดยอาจใช้วิธีคิดเชิงสร้างสรรค์ คิดแบบมีวิจารณญาณ คิดแก้ปัญหา คิดแบบอภิปัญญา ฯลฯ   เพื่อนำไปสู่คำตอบเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   โดยอาจใช้ทักษะความคิดหลาย ๆ ด้านประกอบกัน   หรืออาจเน้นทักษะความคิดด้านใดด้านหนึ่งมากกว่าทักษะทางความคิดด้านอื่น  ซึ่งแล้วแต่เงื่อนไขหรือสถานการณ์ที่จะต้องใช้กลยุทธ์ทางความคิดด้านใดไปใช้ โดยมิใช่เป็นคุณภาพทางความคิดที่ได้มาจากการจำ เท่านั้น  ความคิดระดับสูงที่ใช้ในการฝึกฝนความคิดในปัจจุบันมักจะเกี่ยวข้องกับคุณลักษณะความคิด   ดังต่อไปนี้คือ  การคิดอย่างมีคิดวิจารณญาณ (Critical Thinking) การคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking) การคิดแบบอภิปัญญา (Metacognition) การคิดแก้ปัญหา (Problem Solving) การตัดสินใจ (Decision Making) การคิดแบบญาณปัญญา (Intuitive Thinking) การคิดในด้านดี (Positive Thinking)  ในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยสนใจการคิดระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ(Critical Thinking)

2.5.3   ความหมาย ของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ความหมายหรือนิยามการคิด

อย่างมีวิจารณญาณ  มีมากมายและหลากหลาย  ดังนี้

วิธีคิดของวิญญูชน หมายถึงวิธีคิดของผู้รู้ผิดรู้ชอบตามปกติ (โกวิท, 2547)

การคิดอย่างมีวิจารณญาณ  เป็นรูปแบบหนึ่งของการคิดในระดับสูงที่อยู่บนพื้นฐานของหลักการและเหตุผล มีการศึกษาข้อเท็จจริง  ถือว่าเป็นทักษะการคิดที่มีความสำคัญต่อการเรียนรู้และการดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบัน (ศันสนีย์ และอุษา, 2544)

การคิดเชิงวิจารณญาณ เป็นกระบวนการทางจิตสำนึกเพื่อวิเคราะห์หรือประเมินข้อมูล  ในคำแถลง หรือ  ข้อเสนอที่มีผู้แถลงหรืออ้างว่าเป็นความจริง  การคิดเชิงวิจารณ์เป็นรูปแบบของกระบวนการที่สะท้อนให้เห็นความหมายของคำแถลง (Statement)  และการตรวจสอบหลักฐานที่ได้รับการไต่ตรองด้วยเหตุและผล แล้วจึงทำการตัดสินคำแถลงหรือข้อเสนอที่ถูกอ้างว่าเป็นความจริงนั้น (วิกิพีเดีย)

การคิดเชิงวิพากษ์ หมายถึง  ความตั้งใจที่จะพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   โดยการไม่เห็นคล้อยตามข้ออ้างที่นำเสนอ แต่ตั้งคำถามท้าทายหรือโต้แย้งข้ออ้างนั้น เพื่อเปิดแนวทางความคิดออกสู่ทางต่าง ๆ ที่แตกต่าง อันจะนำไปสู่การแสวงหาคำตอบที่สมเหตุสมผลมากกว่าข้ออ้างเดิม (เกรียงศักดิ์,  2549)

การคิดอย่างมีวิจารณญาณ หมายถึง หลักการคิดประเภทหนึ่งที่เน้นกระบวนการพิจารณาและประเมินข้อมูลหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับรื่องที่คิดทุกด้านอย่างรอบคอบ   โดยใช้หลักเหตุผลจนกระทั่งได้คำตอบที่เหมาะสมหรือดีที่สุด  เพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจหรือประเมิน หรือแก้ปัญหาต่าง ๆ

(ราชบัณฑิตสถาน, 2551)

ชื่อเรียกของการคิดอย่างมีวิจารณญาณมีแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่มีความหมายไปในแนวทางเดียวกัน คือการใช้เหตุผล หลักฐาน และตรรกะมาวิเคราะห์ให้แน่ชัดก่อนลงความคิดเห็นและตัดสิน ซึ่งปัจจุบันได้รับการยอมรับว่ามีความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรระดับสูงของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในโลกาภิวัตน์  ทุกประเทศตื่นตัวนำการคิดอย่างมีวิจารณญาณบรรจุเป็นวิชาหรือส่วนของการเรียนการสอนในหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ชั้นระดับประถมถึงอุดมศึกษา(วิกิพีเดีย)

จากคำนิยามดังกล่าว ทำ ให้สรุปได้ว่า การคิดอย่างมีวิจารณญาณ หมายถึง  การคิดหรือกระบวน การคิดพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ และประเมินเกี่ยวกับข้อมูล หรือสภาพการณ์ที่ปรากฏ  โดยใช้ความรู้ความคิด  และประสบการณ์ของตนเองในการสำรวจหลักฐานอย่างรอบคอบ  เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งในการพิจารณากระบวนการคิดวิจารณญาณนั้น  สามารถทำได้โดยอาศัยแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิจารณญาณ และส่วนประกอบของการคิดวิจารณญาณ  ซึ่งในงานวิจัยนี้ใช้คำว่า การคิดอย่างมีวิจารณญาณ

2.5.4   กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

เกรียงศักดิ์ (2549) กล่าวว่า สามารถจัดลำดับขั้นของการคิดอย่างมีวิจารณญาณที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติได้ 5 ขั้นตอน อันได้แก่

1.  เผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่ไม่คาดหวัง (Trigger event) เมื่อสมมติฐานที่เราคาดหวังว่าน่าจะ เกิดขึ้นไม่สอดคล้องกับความจริงที่ประสบ  ทำให้เรารับรู้ถึงความผิดปกติไปจากสิ่งที่ควรจะเป็นหรือเกิดการกระทำในทางตรงกันข้าม  ก่อให้เกิดความไม่สบายใจสับสน  ส่งผลให้เราเริ่มเปลี่ยนมุมมองและเรียนรู้ที่จะคิดในเชิงโต้แย้ง

2.  การประเมินสถานการณ์ (Appraisal) โดยตรวจสอบด้วยตนเองอย่างละเอียดว่าเกิดสิ่งใดขึ้นเพื่อจะประเมินค่าว่าจะตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร

3.  การวินิจฉัยตรวจสอบอย่างละเอียด (Exploration)   เริ่มยอมรับความขัดแย้งและพยายามหาทางอธิบายความขัดแย้งที่เกิดขึ้น   เพื่อลดความรู้สึกไม่สบายใจ   อันนำไปสู่ขั้นที่สี่  ทำให้เกิดการค้นหาทางเลือกใหม่ คำตอบใหม่ แนวคิดใหม่ ๆ การจัดระเบียบโลกทัศน์ใหม่เป็นต้น

4.  พัฒนามุมมองที่แตกต่างไปจากเดิม (Development of Alternative Perspectives) เมื่อพบว่าสิ่งที่เคยเชื่อ เคยยึดถือ ไม่สามารถเป็นจริงได้อีกต่อไป จึงพยายามทางทางเลือกใหม่  มุมมองใหม่และพัฒนามุมมองใหม่เหล่านั้นในทางปฏิบัติโดยคิดว่าจะต้องดีกว่าเดิม

5.  บูรณาการวิธีคิดและพฤติกรรมใหม่ที่เกิดขึ้น  (Intergration)  โดยคิดว่าสิ่งนั้นถูกต้องและเหมาะสม ขั้นนี้เป็นลำดับขั้นของการเปลี่ยนแปลงขั้นสุดท้ายที่ทำให้เกิดโลกทัศน์ใหม่  ทัศนคติใหม่ สมมติฐานใหม่และเริ่มเกิดความคุ้นเคยต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

2.5.5   การวัดการคิดวิจารณญาณ

ณมน (2550) ได้กล่าวถึงแบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ไว้ดังนี้

1.  แบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Watson-Glaser Critical Thinking Appraisal ที่พัฒนาโดย  Watson  และ Glaser ในปี 1937  และปรับปรุงในปี 1980  และ Cornell Critical Thinking Test ที่พัฒนาโดย Ennis และ Millman ในปี 1961  และปรับปรุงในปี 1985  โดย Ennis และ Millman แบ่งแบบวัดออกเป็น 2 ระดับคือ Cornell Critical Thinking Test, level X ใช้สำหรับนักเรียน ระดับประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก 71 ข้อ ใช้เวลาประมาณ 50 นาที แบ่งออกเป็น 4 ตอน คือ การอุปนัย (Induction)  ความน่าเชื่อถือของแหล่ง ข้อมูล  และการสังเกต (Credibility of Sources and Observations)  การนิรนัย (Deduction)  การระบุข้อตกลงเบื้องต้น  (Assumption Identification)  และ Cornell Critical Thinking Test, level Z  ใช้สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปัญญาเลิศ นักศึกษาระดับวิทยาลัยและวัยผู้ใหญ่ เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก 52 ข้อ ใช้เวลาประมาณ 50 นาที แบ่งออกเป็น 7 ตอน คือ การอุปนัย (Induction) ความน่า เชื่อถือของแหล่งข้อมูล (Credibility of Sources)   การพยากรณ์และการวางแผน การทดลอง  (Prediction and Experimental Planning) การอ้างเหตุผลผิดหลักตรรกะ (Fallacies) การนิรนัย (Deduction) การให้ คำจำกัดความ (Definition) การระบุข้อตกลงเบื้องต้น (Assumption Identification)

ที่มา

http://becreativetv.com/blog/2011/11/แนวคิดเกี่ยวกับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking)