โรงเรียนมาตรฐานสากล (World-Class Standard School)

City Edu/April 10/โรงเรียนมาตรฐานสากล (World-Class Standard School)

ธนสาร  บัลลังก์ปัทมา

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสารจุลทัศน์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน 2553

โรงเรียนมาตรฐานสากล ของกระทรวงศึกษาธิการ  มาจากโครงการโรงเรียนดี 3 ระดับ(ระดับสากล ระดับอำเภอ และระดับตำบล)  โรงเรียนมาตรฐานสากล (World – Class Standard School) คือ โรงเรียนที่เกิดจากนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  (ยุคนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์) ที่ต้องการยกระดับโรงเรียนชั้นนำ จำนวน 500 แห่งทั่วประเทศ  ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว ให้เป็นโรงเรียนดีมีมาตรฐานสากล  โรงเรียนมาตรฐานสากล  จะต้องมีหลักสูตรเด่นที่เน้นมาตรฐาน   ซึ่งหลักสูตรนั้นต้องประกอบด้วย 8 สาระการเรียนรู้ ผนวกกับความเป็นสากลที่ประกอบด้วย ทฤษฎีองค์ความรู้ ชักนำเด็กสู่การคิดโครงงาน และสามารถเสนอผลงานได้อย่างชัดเจน นอกจากนั้น ต้องอยู่ภายใต้การบริหารที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ที่มีองค์ประกอบสำคัญ  คือ  มีผู้นำล้ำเลิศความคิด   ครอบคลุมภาระกิจทุกด้าน  ปัจจัยพื้นฐานครบถ้วน สามารถสร้างเครือข่ายร่วมพัฒนา   ซึ่งหากผู้เรียนได้ผ่านเข้าสู่ระบบของโรงเรียนมาตรฐานสากล 2 ประการแล้ว ผลที่ได้  คือ  ผู้เรียนจะมีศักยภาพเป็นพลโลก (World Citizen) ที่อยู่ภายใต้บริบท ยอดเยี่ยมวิชาการ สื่อสารอย่างน้อย 2 ภาษา ล้ำหน้าทางความคิดผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ ไม่เพียงเท่านั้น การกล่อมเกลาผู้เรียนที่จะต้องมีศักยภาพเป็นพลโลกจะต้องพร้อมใจกันร่วมอนุรักษ์โลก เนื่องจากความเป็นสากลที่ถูกปลูกฝังอยู่ในหัวใจของผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อวางแนวทางการดำเนินงานโรงเรียน ผนวกกับภาพความสำเร็จของผลผลิตซึ่งคือผู้เรียนที่มีคุณภาพจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากลแล้ว จึงได้มีการวางเป้าหมายการพัฒนาและยกระดับโรงเรียนมาตรฐานสากลที่จะต้องพัฒนาโรงเรียนในปี 2553 ให้ได้ 200 แห่ง ปี 2554 จำนวน 200 แห่ง และปี 2555 จำนวน 100 แห่ง เพื่อให้ครบ 500 แห่ง ภายใน 3 ปี

สิ่งที่ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการใน 5 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร ที่ในปีการศึกษา 2553 จะมีการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา จำนวน 500 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร English Program (EP), Mini English Program (MEP), International English Program (IEP) หรือ International Baccalaureate (IB) หลักสูตรความเป็นเลิศเฉพาะทาง อาทิ วิทย์-คณิต ภาษา อาชีพ ดนตรี กีฬา ฯลฯ ให้มีความเข้มข้นเทียบเคียงมาตรฐานสากล เรียกได้ว่า หากผู้เรียนมีความประสงค์จะศึกษาต่อในประเทศใด ก็สามารถเข้าศึกษาต่อได้ทันที

การพัฒนาการสอนสาระการเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์โดยใช้ภาษาอังกฤษ (สำหรับโรงเรียนไม่ใช้สูตร EP/IEP/MEP) จำนวน 325 แห่ง  พัฒนาครูผู้สอน ทั้งในสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศที่ 2 (จีน  ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอื่น ๆ) จาก 234 แห่ง รวม 1,200 คน  และสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์เพื่อใช้ภาษาอังกฤษในการจัดการเรียนการสอน จำนวน 325 แห่ง รวม 4,125 คน พัฒนาผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 500 แห่ง และพัฒนาระบบการบริหารโรงเรียนทุกแห่ง เพื่อให้โรงเรียนทั้ง 500 แห่ง เป็นสถานศึกษาที่เป็นโรงเรียนมาตรฐานสากลอย่างเต็มระบบ โดยแบ่งเป็นโรงเรียนมาตรฐานสากลระดับมัธยมศึกษา จำนวน 381  โรงเรียน และโรงเรียนประถมศึกษา จำนวน119 โรงเรียน

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การจัดการเรียนการสอนในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษ ทั้งในระดับประถมศึกษาที่เริ่มตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และในระดับมัธยมศึกษา ทั้งนี้เพราะสภาพปัจจุบันผลสัมฤทธิ์ในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ยังอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง การจัดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษเพื่อสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ยังหาได้ยากโดยเฉพาะครูต่างชาติ รวมถึงผลการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ดังนั้นในโรงเรียนระดับประถมศึกษาสำหรับโรงเรียนที่ไม่ได้เปิดโปรแกรม MEP EP หรือ IEP น่าจะพบปัญหาอย่างแน่นอน ควรต้องมีการณ์เตรียมการณ์วางแผนบุคลากรให้พร้อมเพรียง และรัฐต้องทุ่มงบสนับสนุนให้เพียงพอเพื่อสนองนโยบายเรียนฟรี 15 ปี โดยไม่เป็นภาระผู้ปกครอง

สิ่งที่ควรตระหนักอีกประการ จากการติดตามข่าวหนังสือพิมพ์จะพบว่าการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ด้วยภาษาอังกฤษในมาเลเซียที่จัดทั้งประเทศ ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ด้วยภาษาอังกฤษ จึงควรใช้ในโรงเรียนที่มีความพร้อมก่อน เช่น โรงเรียนประจำจังหวัด โรงเรียนยอดนิยมที่มีความพร้อมด้านบุคลากรและงบประมาณ(โดยไม่ต้องเก็บเพิ่ม) นอกจากนี้ยังมีคำถามคาใจว่าถ้าเด็กไม่เก่งภาษาอังกฤษจะทำอย่างไร ทางออกที่ดีจึงควรจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ด้วยภาษาอังกฤษเพียงบางห้องเรียน

นอกจากนี้ยังมีรายวิชาที่ต้องเปิดเพิ่มเติมหรือบูรณาการกับวิชาอื่น เช่น ความเรียงขั้นสูง วิชาการสร้างองค์ความรู้ หรือ วิชาทฤษฎีความรู้Theory of knowledge (TOK) โครงงานเพื่อจิตสาธารณะ และวิชาพลโลก///

ในปีการศึกษา 2555 ได้มีการปรับปรุง/พัฒนาหลักสูตรโรงเรียนมาตรฐานสากล เพิ่มสาระความเป็นสากลโดยกำหนดบูรณาการ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)  ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3 อาจจัดเป็นหน่วยการเรียนรู้เฉพาะและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์) ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้ครอบคลุม IS 1 : Research and Knowledge Formation  และ IS 2 : Communication and Presentation และเปิดรายวิชาเพิ่มเติม 1 รายวิชา (40 ชั่วโมง/สัปดาห์) ใช้ชื่อรายวิชาการค้นคว้าเพื่อการเรียนรู้ (Knowledge  Inquiry) อาจจัดไว้ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 รายวิชาค้นคว้าเพื่อเรียนรู้(Knowledge Inquiry) กระบวนการเรียนรู้ครอบคลุม IS 1 : Research and Knowledge Formation  การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้   IS 2 : Communication and Presentation การสื่อสารและการนำเสนอ และ IS 3 : Social Service Activity การนำความรู้ไปใช้บริการสังคม และภาษาอังกฤษฟัง-พูด (English Listening – Speaking) ผสานกับการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษโดยครูไทยควบคู่กับครู Native Speaker และจัดกิจกรรมอื่นตามเป้าหมายของกรอบหลักสูตร

รายวิชาค้นคว้าเพื่อเรียนรู้(Knowledge Inquiry) แสวงหาความรู้ การตั้งประเด็นคำถาม สมมุติฐาน  วางแผนดำเนินงาน ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งต่างๆ  สรุปองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า เขียนรายงาน เอกสารวิชาการนำเสนอผลจากการศึกษาค้นคว้า โดยสื่อรูปแบบต่างๆ โดยอาจจัด ดังนี้

IS 1 ร่องรอยหลักฐานการการศึกษาค้นคว้า แสวงหาความรู้ การตั้งประเด็นคำถาม สมมุติฐาน  วางแผนดำเนินงาน ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งต่างๆ  สรุปองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า

IS 2 ผลงานเชิงคุณภาพ 1 ชิ้น ลักษณะเป็นการนำเสนอเอกสารรายงานผลจากการศึกษาค้นคว้า เชิงวิชาการตามความสามารถและเหมาะสมกับวัยเด็ก โดยใช้สื่อรูปแบบต่างๆ

- ประถมศึกษา:    รายงานที่มีลักษณะเป็นงานเขียนความเรียง ประกอบผลงานง่ายๆ ที่มีบรรณานุกรม (ตามรูปแบบที่เรียนในกลุ่มสาระภาษาไทย)

- มัธยมศึกษาตอนต้น:     รายงานเชิงวิชาการ(รายงาน 5 บท ที่ครูคอยแนะนำ ชี้แนะ) (ตามรูปแบบที่เรียนในกลุ่มสาระภาษาไทย)

- มัธยมศึกษาตอนปลาย: รายงานเชิงวิชาการ(รายงาน 5 บทที่แสดงถึงการสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง การใช้กระบวนการกลุ่ม) ที่มีการอ้างอิง มีบรรณานุกรม (ตามรูปแบบที่เรียนในกลุ่มสาระภาษาไทย)

IS 3 ผลการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ (อาจเป็นรูปเล่มรายงานประกอบนิทรรศการ หรือการประเมินระหว่างการปฏิบัติงานแล้วประมวลภาพมาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนในห้อง) 

IS1 - TOK : ทฤษฎีความรู้ (ขั้นตั้งคำถาม สมมุติฐาน)

GE : โลกศึกษา (ขั้นสืบค้นความรู้)

IS2 -   EE:  ความเรียงขั้นสูง (ขั้นสรุปองค์ความรู้)

IS3 –   CAS :  กิจกรรมสร้างสรรค์ (ขั้นสื่อสาร และขั้นนำเสนอ-บริการสังคม)

การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS )

การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS )

          ตอนนี้โรงเรียนเกาะขันธ์ประชาภิบาลของผมเองก็ได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากล ซึ่งก็เป็นการดีที่เราได้พัฒนาระดับการศึกษาและเราได้พัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษาให้เข้าสู่มาตรฐานสากล ซึ่งตัวผมเองก็ได้ไปอบรมเรื่องนี้มาบ้างแล้วเมื่อปีที่แล้ว 2554 ณ โรงเรียนสตรีทุ่งสง คราวนี้ก็กลายเป็นโรงเรียนนำร่องการใช้หลักสูตรแล้วซิ พอพูดถึงหลักสูตร ต้องร้อง โอ้ว พระเจ้า มันเริ่มจะยากเข้าแล้ว ผมเองก็เลยต้องเปิดตำราที่เรียนมาแทบไม่ทันเลยครับ ก็เลยต้องไปศึกษาเพิ่มเติมอีกจาก คูรูผู้รอบรู้ที่ให้ความกระจ่าง ก็ไปอ่านบทความจากน้องกอปวิทย์ ซึ่งเป็นคู่แข่งผมใน Thailand Innovative Teacher Leadership Award เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งน้องเค้าเป็นคนเก่งมาก และได้เป็นตัวแทนในระดับเอเซียแปซิฟิกไปนำเสนอที่อเมริกา ก็ต้องยอมรับความสามารถของน้องเค้านะครับ  ทีนี้เรามาดูกันเลยว่ามานเป็นอย่างไรกัน

หลังจากที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดให้มีหลักสูตรโรงเรียนมาตรฐานสากล ซึ่งในตอนแรกได้จัดให้มีการจัดการเรียนการสอนในสาระต่างๆ ได้แก่ สาระทฤษฎีความรู้  (TOK) สาระโลกศึกษา (GE) สาระกิจกรรมสร้างสรรค์ประโยชน์ (CAS)  สาระการเขียนเรียงความขั้นสูง (EE) ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนในบางสาระ โดยเพิ่มเติมสาระ การศึกษาค้นคว้าอิสระ (Indepentdent Study : IS) ขึ้นมา นับว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องใหม่สำหรับครูผู้สอน ที่จะต้องจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2555 นี้ มีเพื่อนครูจำนวนมากสอบถามผมเข้ามามากเกี่ยวกับ  การจัดการเรียนการสอน การศึกษาค้นคว้าอิสระ (Indepentdent Study : IS) ผมจึงขอนำข้อมูลมาเรียบเรียงเขียนไว้ในบล็อกนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนครู ผู้ที่สนใจ ในการศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันต่อไปครับ

การให้ผู้เรียนได้ ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง “Independent Study : IS” นับเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่งที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในการพัฒนาผู้เรียน เพราะเป็นการเปิดโลกกว้างให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าอย่างอิสระในเรื่องหรือประเด็นที่ตนสนใจ เริ่มตั้งแต่การกำหนดประเด็นปัญหา ซึ่งอาจเป็น Public Issue และGlobal Issue และดำเนินการค้นคว้าแสวงหาความรู้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย มีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การสรุปองค์ความรู้ จากนั้นก็หาวิธีการที่เหมาะสมในการสื่อสารนำเสนอให้ผู้อื่นได้รับทราบ และสามารถนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าไปทาประโยชน์แก่สาธารณะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกันตลอดแนว ภายใต้ “การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)” ซึ่งจัดแบ่งเป็นสาระการเรียนรู้ 3 สาระ ประกอบด้วย

IS 1- การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation) เป็นสาระที่มุ่งให้ผู้เรียนกำหนดประเด็นปัญหา ตั้งสมมุติฐาน ค้นคว้า แสวงหาความรู้และฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้

IS 2- การสื่อสารและการนาเสนอ (Communication and Presentation)เป็นสาระที่มุ่งให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้รับ มาพัฒนาวิธีการการถ่ายทอด/สื่อสารความหมาย/แนวคิด ข้อมูลและองค์ความรู้ ด้วยวิธีการนำเสนอที่เหมาะสม หลากหลายรูปแบบ และมีประสิทธิภาพ

IS 3- การนำองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม (Social Service Activity)เป็นสาระที่มุ่งให้ผู้เรียน นำ/ประยุกต์องค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติ หรือนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เกิดบริการสาธารณะ (Public Service)

โรงเรียนต้องนำสาระการเรียนรู้ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง(Independent Study : IS ) ไปสู่การเรียนการสอน ในลักษณะของหน่วยการเรียนรู้ รายวิชาเพิ่มเติม หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตามแนวทางที่กำหนด โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับบริบทและพัฒนาการ วัยของผู้เรียน ซึ่งอาจแตกต่างกันในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย

การพัฒนาผู้เรียนผ่านการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study) นั้น ครูผู้สอนจะต้องพิจาณาให้เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของผู้เรียน กิจกรรมการเรียนรู้ ความยาก-ง่ายของชิ้นงานหรือภาระงานที่ปฏิบัติจะต้องเหมาะสม เป้าหมายคุณภาพผู้เรียนแต่ละระดับที่กำหนดนี้ เป็นเป้าหมายและกรอบทิศทางที่ครูจะใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการประเมินผล

 การจัดหลักสูตรสถานศึกษาสาหรับการศึกษาค้นคว้าตนเอง

การนำสาระการเรียนรู้ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS ) ไปพิจารณาจัดทาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนมาตรฐานสากล สามารถดำเนินการได้ดังนี้

ระดับประถมศึกษา ในระดับประถมศึกษาซึ่งเป็นระดับชั้นที่ผู้เรียนยังเล็ก และเหมาะกับการจัดการเรียนรู้ที่มีการเชื่อมโยงบูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆในลักษณะของหัวเรื่องที่ผู้เรียนใจ (Theme) การพัฒนาผู้เรียนตามบันได 5 ขั้นสู่ความเป็นสากล สามารถจัดในลักษณะของหน่วยการเรียนรู้ หรือรายวิชาเพิ่มเติมและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงวัย ดังนี้

ระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 : จัดเป็นหน่วยการเรียนรู้เฉพาะ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์)

หน่วยการเรียนรู้เฉพาะ ให้จัดในรายวิชาพื้นฐานอย่างน้อย 1 รายวิชา ในแต่ละปีการศึกษา โดยหน่วยการเรียนรู้นั้นต้องออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทั้ง IS 1 และ IS2 คือ การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (IS 1 : Research and Knowledge Formation) โดยครูอาจกำหนดประเด็นที่สนใจเกี่ยวกับสิ่งใกล้ตัว เพื่อฝึกให้ผู้เรียนได้รู้จักตั้งคาถาม ข้อสงสัย ตั้งสมมุตติฐานตามจินตนาการแล้วมีการค้นคว้า แสวงหาคำตอบจากแหล่งข้อมูลพื้นฐานง่ายๆ และให้ผู้เรียนได้สรุปความรู้ที่ได้ จากนั้นให้ผู้เรียนได้ฝึกนำข้อมูลความรู้ หรือคำตอบที่ได้ มาสรุปเรียบเรียงถ่ายทอด/สื่อสาร นำเสนอการด้วยวิธีการที่เหมาะสมหลากหลายรูปแบบ (IS 2 : Communication and Presentation)(ผลผลิต/ร่องรอยหลักฐานจากการเรียนรู้ ได้แก่ ชิ้นงาน/ภาระงาน ที่สะท้อนสิ่งที่เรียนรู้ และมีการนำเสนอสื่อสารที่เหมาะสมกับวัย เช่น การพูด ภาพวาด งานเขียนง่ายๆ งานที่ลงมือปฏิบัติหรือประดิษฐ์ง่ายๆ เป็นต้น )

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ให้จัดในกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ เป็นการนำสิ่งที่เรียนรู้จากหน่วยการเรียนรู้ที่จัดขึ้นข้างต้นไปประยุกต์ใช้ในการทำประโยชน์ต่อสังคม IS 3 (Global Education and Social Service Activity) ซึ่งในระดับชั้นเด็กเล็กอาจใช้กับบุคคลใกล้ตัว หรือในโรงเรียนตามความเหมาะสมกับระดับชั้น

ระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 4-6: จัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติม 1 รายวิชา (40 ชม./ ปี) และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

รายวิชาเพิ่มเติม ใช้ชื่อรายวิชา การค้นคว้าเพื่อเรียนรู้ (Knowledge Inquiry) โดยจัดให้เรียนในชั้นปีใด ปีหนึ่ง กระบวนการจัดการเรียนรู้ในรายวิชานี้จะต้องครอบคลุมทั้ง IS 1 (Research and Knowledge Formation) และ IS 2 (Communication and Presentation) ในลักษณะที่ยากและลึกซึ้งขึ้น ให้เหมาะสมกับศักยภาพและวุฒิภาวะของผู้เรียน ตามเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนที่กำหนด (ผลผลิต/ร่องรอยหลักฐานจากการเรียนรู้ ได้แก่ ชิ้นงาน/ภาระงาน งานเขียนที่สะท้อนสิ่งที่เรียนรู้ ศึกษาค้นคว้า และมีการนำเสนอสื่อสารในลักษณะต่างๆ เช่นงานเขียน รายงาน ชิ้นงาน อาจมีการใช้อุปกรณ์เครื่องมือที่เหมาะสมกับวัยในการสื่อสารถ่ายทอดสิ่งที่เรียนรู้แก่ผู้อื่น )

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ให้นำความรู้ที่เรียนรู้จากรายวิชา การค้นคว้าเพื่อเรียนรู้ (Knowledge Inquiry) มาปฏิบัติของกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ตามความมุ่งหวังของสาระ IS 3 (Global Education and Social Service Activity)

ระดับมัธยมศึกษา ให้จัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติม 2 รายวิชา และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนดังนี้

รายวิชาเพิ่มเติมนั้นให้จัดภาคเรียนละ 1 รายวิชา ในชั้นปีใดปีหนึ่งของระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

รายวิชาเพิ่มเติมที่1 ใช้ชื่อรายวิชา การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ( Research and Knowledge Formation) (1- 1.5 หน่วยกิต) ในรายวิชานี้ซึ่งผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาให้เกิดความรู้และทักษะตาม IS 1 ผู้เรียนเลือกประเด็นที่สนใจในการเรียนรู้ เพื่อกำหนดประเด็นปัญหา ตั้งสมมุติฐาน ค้นคว้า แสวงหาความรู้จากแหล่งข้อมูลต่างๆและฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้

รายวิชาเพิ่มเติมที่ 2 ใช้ชื่อรายวิชา การสื่อสารและการนำเสนอ ( Communication and Presentation) (1 – 1.5 หน่วยกิต) เป็นการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องจากรายวิชาแรก โดยผู้เรียนนำสิ่งที่ได้ศึกษาค้นคว้าจากรายวิชา การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ มาเขียนรายงานหรือเอกสารทางวิชาการ และนำเสนอ เพื่อสื่อสารถ่ายทอดข้อมูล ความรู้นั้นให้ผู้อื่นเข้าใจ (ร่องรอยหลักฐานในการเรียนรู้ ได้แก่ ผลงานการเขียนทางวิชาการ 1 ชิ้น และการสื่อสารนำเสนอสิ่งที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นภาษาไทย 2,500 คำ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นภาษาไทย 4,000 คำ หรือภาษาอังกฤษ 2,000 คำ)

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ให้จัดในกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ เป็นการนำสิ่งที่เรียนรู้จากรายวิชาเพิ่มเติมทั้ง 2 รายวิชาข้างต้น ไปประยุกต์ใช้ในการทำประโยชน์ต่อสังคม(สาระการเรียนรู้ IS 3 -Global Education and Social Service Activity)

ในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์) นั้น เป็นสิ่งที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งโรงเรียนทุกแห่งซึ่งรวมทั้งโรงเรียนมาตรฐานสากล  ต้องจัดเพื่อพัฒนาผู้เรียนอยู่แล้ว ในส่วนของโรงเรียนมาตรฐานสากลที่ผู้เรียนต้องดำเนินกิจกรรมตาม IS 3 นั้นควรดำเนินในส่วนกิจกรรมช่วงระยะเวลาหรือในระดับชั้นที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ IS 1-IS 2 แล้ว เพราะเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน สำหรับการดำเนินกิจกรรมในระดับชั้นอื่นๆ ที่ยังไม่มีการเชื่อมโยงสัมพันธ์กับ IS1- IS2 นั้น โรงเรียนพิจารณาให้ผู้เรียนดำเนินกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์อื่นๆได้ตามความเหมาะสม

ตัวอย่างโครงสร้างหลักสูตรโรงเรียนมาตรฐานสากล