แนวการทำข้อสอบ O – Net วิชาภาษาอังกฤษ

สวัสดีครับ นักเรียนที่คอยติดตามบล็อกครูใจอยู่ สำหรับในวันนี้ครูใจเองก็กำลังเตรียมติวข้อสอบ O – Net ให้นักเรียนของครูใจ ซึ่งนักเรียนของครูใจนั้นก่อนอื่นขอบอกไว้ก่อนว่า เป็นนักเรียนที่สอบเรียนต่อที่ไหนไม่ได้แล้ว หรือมีฐานะลำบาก หรือ มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ช้ามาก แต่ก็ยังมีบางคนที่สามารถเข้าใจและเก่งภาษาอังกฤษก็มี แต่โดยรวมแล้วข้างต้นน่าจะมากกว่า เพราะเด็กที่เก่งส่วนใหญ่ก็จะไปโรงเรียนใหญ่ ๆ ที่เค้ารับหมด ไม่ต้องสอบ หรือสอบก็แค่เลือกห้อง อันนี้ก็น้อยใจในบุญกรรมของตัวเอง แต่ก็ภูมิใจว่าเด็กที่เราสอนหากเราทำให้เค้าจบได้นั่นคือ อานิสงค์อันใหญ่หลวงที่จะเป็นบุญที่จะส่งผลให้เรามีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตการงาน ซึ่งครูใจก็คิดอย่างนั้น เลยได้พัฒนากระบวนการ วิธีการ สื่อต่าง ๆ ที่จะพยายามทำให้เด็กของครูใจนั้นเก่งขึ้นมาให้ได้  ดังนั้นการสอบโอเน็ตถือเป็นภาระกิจสำคัญสำหรับครูใจที่จะพาเด็ก ๆ เหล่านี้ และโรงเรียนให้อยู่รอด

เอาละครับ พูดพร่ำมามากแล้ว จริง ๆ วันนี้ก็จะมาพูดคุยคือไม่อยากจะบอกว่าเทคนิคการทำข้อสอบหรอกนะครับ เพราะส่วนใหญ่ ครูหลายท่านก็เก่งกว่าครูใจอยู่แล้ว แต่อันนี้เผื่อนักเรียนได้มาอ่าน ดังนั้นอาจจะเข้าใจวิธีการที่ครูใจแนะนำ ก็เลยนำมาฝากกันครับว่าเราจะตอบคำถามข้อสอบได้อย่างไร ซึ่งในข้อสอบก็จะมีการถามดังต่อไปนี้

What , where , when, why, who, which, whose , how ซึ่งเหล่านี้เป็นตัวตั้งคำถามที่ต้องการคำตอบเป็นการอธิบาย

ถ้า ถาม what คำตอบต้องเป็นคำนาม เพราะแปลว่าอะไร สิ่งนั้นจะต้องเป็นคำนาม สัตว์ และ สิ่งของ ซึ่งในที่นี้ นักเรียนก็จะต้องใช้ความรู้เดิมครับว่า สิ่งของนั้นรวมไปถึงอะไรได้บ้าง  ความคิด ต้นไม้ อาคาร ก็ถือว่าเป็นสิ่งของนะครับ  แล้วเมื่อรู้แล้วว่าคำตอบคือคำนาม เราเองจะต้องมาดูว่า แล้วคำตอบตัวไหนเป็นคำนาม เราจะรู้ได้อย่างไร เราก็

ถ้าถาม where คำตอบจะเป็น ชื่อของสถานที่ สถานที่นั้นเราจะรู้ได้อย่างไร มันจะมี preposition หรือคำบุพบท บอกไว้ เช่น in, on , at , under, over, above, among, between, in front of, near, next to, etc.  แล้วตามด้วยชื่อ ซึ่งสถานที่มี 2 แบบคือสถานที่โดยทั่วไปที่ไม่ระบุชื่อ เช่น วัด โรงเรียน แต่ถ้าเราระบุชื่อ สถานที่นั้นจะขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่เพราะชื่อสถานที่เป็นคำนามเฉพาะ

ถ้าถาม when จะเป็นการถามเวลา หรือช่วงของเวลา ซึ่งคำตอบก็ต้องเป็นเวลา หรือช่วงระยะเวลาครับ อาจจะมี at + เวลา หรือ in ตามด้วยช่วงของเวลา in the morning, in the afternoon, in the evening

เอาไว้แค่นี้ก่อนเดี๋ยวมาต่อนะครับ พอดีติดงานนิดหน่อย ไปงานศพเพื่อนครูที่หาดใหญ่ครับ เดินทาง ไปกลับ 6 ช.ม. ถึงบ้าน ตอนนี้ 3 ทุ่มกว่า ๆ

มาต่อกันนะครับ

why   ตัวนี้นักเรียนต้องแปลนิดหน่อยเพราะตัวนี้จะต้องรู้ว่าเป็นเหตุผลหรือเปล่า ซึ่งตัวประโยคที่ถามจะเป็นผลของคำตอบ คำตอบจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดคำถามว่าทำไม เช่น คำตอบ ผลที่เกิดขึ้นแล้วคือมาโรงเรียนสายแล้ว ดังนั้นเค้าจะถามสาเหตุหรือต้นเหตุของการมาโรงเรียนสาย ดังนั้นเราต้องบอกสาเหตุให้ได้ บางทีก็จะมีตัวช่วยบอกให้เรารู้ว่านั้นเป็นเหตุผลหรือสาเหตุ โดยจะมีคำว่า because เพราะว่า เป็นตัวไกด์ให้ครับ แต่ส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยมี เราต้องแปลเอาเอง ดังนั้นนักเรียนต้องแม่นคำศัพท์ด้วยนะครับ

who ฮู ใคร ต้วนี้เป็นตัวตั้งประโยคคำถามที่ต้องการถามว่า ใคร ซึ่งคำตอบต้องเป็นคน ซึ่งเดี๋ยวมันจะไปตีรวนกับคำว่า whose คือ ของใคร เมื่อก่อนจะมีคำว่า whom มาตีคู่ด้วยทำให้สมัยเรียนครูใจเองก็มีปัญหาเหมือนกันต้องมานั่งเปิดตำรา ซึ่งตำราที่เปิดเกิดก่อนครูใจ เล่มนี้มี 1600 หน้า พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2500 แก่กว่าครูใจ 21 ปี เป็นมรดกตกทอดมาจากครูอาจารย์สมัยเรียนโรงเรียนสตรีพัทลุง อ.สว่าง พนาวสันต์ ให้มา สำหรับ who ตัวนี้คำตอบอย่างที่บอกเป็นชื่อคน ชื่อคนก็สังเกตุได้คือ ต้องขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ แต่นักเรียนก็จะไปตีกับชื่อสถานที่ที่ขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ แต่จริง ๆ แล้ว ชื่อสถานที่จะมี article หรือไม่ก็คำบุพบทนำหน้า แต่ชื่อคนไม่มีนะครับ ก็เลยทำให้แยกได้ว่าไหนคนอันไหนสถานที่ครับ

which วิช อันไหน ตัวนี้จะเป็นการชี้เฉพาะเจาะจงให้เห็นลักษณะของสิ่งที่เราถาม ซึ่งลักษณะก็จะมีทั้ง สรรพคุณ คุณสมบัติ ขนาด สี จำนวน ได้หมดเลยครับ ดังนั้นเราสามารถสังเกตุได้จากคำเหล่านี้ เช่น บอก สรรพคุณ ว่าดี ไม่ดี บอกอุณภูมิ ว่าหนาว เย็น ร้อน บอกขนาดว่าใหญ่ เล็ก บอกจำนวนว่า 1 ชิ้น 2 ชิ้น  บอกสีว่าสีดำ ขาว แดง เหลือง ฯลฯ

whose ฮูส ตัวนี้เป็นการชี้เฉพาะเจาะจงว่าใครเป็นเจ้าของนั้นเอง คำตอบต้องเป็นชื่อเจ้าของ โดยมีคำว่า “ของ คือ off หรือ  ‘s” + ชื่อเจ้าของ  ตามโครงสร้างนี้นะครับ   of + ชื่อเจ้าของ ส่วน ‘s  นั้นจะ  เป็น ชื่อแล้วตามด้วย ‘s  เช่น Dao’s pen

How ฮาว อย่างไร ตัวนี้ใช้ถามกระบวนการ หรือไม่ก็ถามความเป็นอยู่ เช่น how are you?   ดังนั้นจะมีคำตอบหลากหลาย เพราะคำที่ขึ้นต้นด้วย how มีเยอะมากมายเลย เช่น How much ถามจำนวนของนามนับไม่ได้  How many ถามจำนวนของคำนามที่นับได้ How old ถามอายุ  How far ถามความไกล  ยังมีอีกเยอะที่นักเรียนจะต้องไปทบทวน อันนี้แค่บอกทิศทางที่นักเรียนจะต้องไปศึกษานะครับ

 

ต่อมาสิ่งที่นักเรียนจะต้องจำคือ ไวยกรณ์ โครงสร้าง Tense ซึ่งจะออกมากอยู่แล้ว และก็จะปนอยู่กับโครงสร้างประโยคคำถามอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นนักเรียนต้องแม่นในเรื่องของโครงสร้างและการใช้ Tense ส่วนใหญ่ ม.1-3 จะเป็นพื้นฐานมีไม่กี่ Tense ที่ครูใจสอนมาก็เจอในหลักสูตรก็มีดังนี้

Present simple ประธาน + กริยาช่องที่ 1 ประธาน I , you , we ,they กริยาไม่ต้องเติมอะไร ส่วน He , she ,it กริยาต้องเติม s, es  ซึ่งต้องดูกฎการลงท้ายของกริยา ก่อนเติม

Present continuous ประธาน + is, am , are + กริยาเติม ing

Present perfect ประธาน + have, has + กริยาช่องที่ 3

Past simple ประธาน + กริยาช่องที่ 2 นักเรียนต้องแม่นกริยา 3 ช่องด้วย อ่านและท่องมันเยอะ ๆ นะครับ

Past continuous ประธาน + was, were + v.ing ครับ

Future simple ประธาน + will, shall + v1 และ ประธาน + v.tobe +  going + v.1

 

 

 

Advertisements